วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ประชาชนหวั่น นโยบายของ”เพื่อไทย”อาจทำไม่ได้อย่างที่พูด (ข่าวเชิงวิจัย) (แก้งาน)

      
       
            หลังจากมีการแต่งตั้ง ครม. ของพรรคเพื่อไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งต่อมาที่ประชาชนให้ความสำคัญเป็นอย่างมากก็คือ นโยบายที่รัฐบาล เพื่อไทยได้ใช้ในการหาเสียง ไม่ว่าจะเป็น การเพิ่มค่าจ้างให้แก่แรงงาน 300 บาทต่อวันทันที หรือ เพิ่มเงินเดือนให้กับผู้สำเร็จปริญญาตรี 15,000 บาทต่อเดือน ก็เป็นที่จับตามองเป็นอย่างมาก
                และเมื่อวันที่ 23-25 สิงหาคม 2554  รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ได้แถลงนโยบายของรัฐบาล ซึ่งหลายฝ่ายให้ความสนใจ ว่านโยบายที่รัฐบาลเพื่อไทยที่ได้กล่าวมานั้นจะทำได้จริงหรือไม่ ซึ่งมีโพลสำรวจของสวนดุสิต วันที่ 28 สิงหาคม 2554  ได้ทำผลสำรวจออกมาว่า

การเพิ่มค่าจ้างให้แก่แรงงาน 300 บาทต่อวันทันที
อันดับ 1
ไม่ค่อยมั่นใจ
42.14%
เพราะ มาตรการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการโดยตรง ,อาจส่งผลต่อแรงงานไทย หันไปใช้แรงงานต่างด้าวแทน ฯลฯ
อันดับ 2
ค่อนข้างมั่นใจ
22.26%
เพราะ รัฐบาลคงไม่ต้องการที่จะเสียคาพูดหรือสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชน ,เป็นจานวนเงินที่เหมาะสมแล้ว ฯลฯ
อันดับ 3
ไม่มั่นใจเลย
19.28%
เพราะ มีหลายฝ่ายคัดค้าน ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพที่สูงขึ้นเป็นเงาตามตัว ฯลฯ
อันดับ 4
มั่นใจมาก
16.32%
เพราะ ประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะผู้ใช้แรงงานต่างเฝ้ารอการปรับขึ้นค่าแรง ,เป็นเรื่องที่รัฐบาลให้สัญญาไว้ ฯลฯ

การเพิ่มเงินเดือนให้กับผู้สาเร็จปริญญาตรี 15,000 บาทต่อเดือน
อันดับ 1
ไม่ค่อยมั่นใจ
44.38%
เพราะ เป็นการเพิ่มภาระให้กับหน่วยงานหรือผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง ,เศรษฐกิจในปัจจุบันต้องการลดต้นทุน หรือลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จาเป็นออกไป ฯลฯ
อันดับ 2
ไม่มั่นใจเลย
21.89%
เพราะ ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเงินเดือนและทาให้สินค้ามีราคาสูงขึ้น ,ไม่เป็นธรรมสาหรับผู้ที่จบการศึกษา ในระดับอื่นๆ และคนที่ทางานมาก่อน ฯลฯ
อันดับ 3
ค่อนข้างมั่นใจ
19.23%
เพราะ หากรัฐบาลให้การสนับสนุนด้านงบประมาณอย่างเพียงพอ ,เป็นการเรียกคะแนนนิยมให้รัฐบาล ฯลฯ
อันดับ 4
มั่นใจมาก
14.50%
เพราะ เป็นนโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องเร่งดาเนินการ ,มีบางหน่วยงานที่นาร่องไปแล้ว ฯลฯ

การแจกแท็บเล็ตให้กับนักเรียนชั้น ป.1 ทุกคน
อันดับ 1
ไม่ค่อยมั่นใจ
38.21%
เพราะ สิ้นเปลืองงบประมาณและค่าใช้จ่าย ,อาจเกิดปัญหาเรื่องการดูแลรักษาหรือการใช้ที่ผิดวัตถุประสงค์ ฯลฯ
อันดับ 2
ไม่มั่นใจเลย
34.33%
เพราะ ควรศึกษาผลดี ผลเสียอย่างละเอียด ,ไม่สามารถดูแลการใช้งานได้ทั่วถึง ฯลฯ
อันดับ 3
ค่อนข้างมั่นใจ
17.31%
เพราะ ที่ผ่านมามีสถานศึกษาหลายแห่งแจกคอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊คให้กับเด็ก เป็นเรื่องที่สามารถทาได้ ฯลฯ
อันดับ 4
มั่นใจมาก
10.15%
เพราะ เป็นการส่งเสริมและกระตุ้นให้เด็กสนใจการศึกษาโดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วย เป็นนโยบายที่ดี ฯลฯ
                ส่วน ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) เผยผลสำรวจความคิดเห็นของคนกรุงเทพฯและปริมณฑลพบว่า หลังจากที่ได้ฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อสภาฯ แล้ว พบว่า ร้อยละ 35.6 รู้แย่กว่าที่คาดหวังไว้ก่อนการแถลงผล ดีกว่าที่คาดหวังร้อยละ 19.0 รู้สึกพอๆ กับที่คาดหวังร้อยละ  13.5 และไม่ได้คาดหวัง ร้อยละ 31.9 ประชาชนมีความเห็นว่านโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่สามารถทำให้เห็นผลชัดเจนเป็นรูปธรรมได้ในปีแรกมีเพียงนโยบายเดียวคือ  นโยบายด้านความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านและนานาประเทศ ส่วนนโยบายที่เห็นว่าสามารถทำให้เห็นผลชัดเจนเป็นรูปธรรมได้แต่ต้องใช้เวลามากกว่า 1 ปี คือ นโยบายด้านความปรองดองและความสมานฉันท์ของคนในชาติ  นโยบายด้านการแก้ปัญหายาเสพติด และนโยบายด้านการแก้ปัญหาปากท้องและค่าครองชีพของประชาชน สำหรับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่ประชาชนเห็นว่าไม่สามารถทำได้คือ  นโยบายด้านการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ นโยบายด้านการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น
          ซึ่งถ้าดูจากผลสำรวจที่ออกมานั้น ส่วนใหญ่ประชาชนยังไม่มั่นใจกับนโยบายที่รัฐบาล เพื่อไทย นั้นได้แถลงไว้ข้างต้น เพราะแต่ละนโยบายนั้นก็มีผลกระทบค่อนข้างมากเช่นกัน ซึ่งก็ต้องดูต่อไปว่านโยบาลที่รัฐบาลให้ไว้จะทำได้จริงหรือไม่ มีผลดีผลเสียอย่างไร ก็ต้องให้โอกาสรัฐบาลชุดใหม่ทำงานกันต่อไป

นายอจินไตย์ วิริยะพานิช รหัส 51122760378 ตอนเรียน B1 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น