วันพุธที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

สุดเศร้า! อาลัย 17 ผู้กล้า เหตุการณ์ ฮ.ตก


ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่าน ไม่มีข่าวไหนจะสร้างความเศร้าสะเทือนใจคนไทยได้มากไปกว่าเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพไทย ประสบอุบัติเหตุตก 3 ลำซ้อน ซึ่งพรากชีวิตนายทหารไปถึง 16 นาย และนักข่าวอีก 1 ท่าน...

มาวันนี้พิธีศพ และชื่อของผู้กล้าทั้ง 17 คน ได้รับการยกย่องเชิดชูอย่างเต็มภาคภูมิสมเกียรติที่ได้ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม แต่สำหรับครอบครัวของผู้สูญเสีย พวกเขายังคงเสียน้ำตากับฝันร้ายที่ไม่ทันตั้งตัว นายทหารบางท่านเพิ่งเริ่มต้นชีวิตครอบครัว บางท่านยังมีทายาทตัวน้อยที่รอคอยคุณพ่อกลับบ้าน และบางครอบครัวยังรอลูกของพวกเขาอยู่ แต่ทั้งหมดนี้ได้กลายเป็นเพียงอดีตที่ยากเกินจะทำใจยอมรับ

โดยทางรายการ เช้าวันใหม่ ทางช่อง 3 ได้เผยแพร่คลิปร่วมไว้อาลัยให้ผู้กล้าจากทั้ง 3 เหตุการณ์ ฮ.ตกแก่งกระจาน ฮ.ฮิวอี้, ฮ.แบล็กฮอว์ก, ฮ.เบลล์ 212 ประกอบเพลง "เธอคนเดียว" ของซูเปอร์สตาร์ "เบิร์ด ธงไชย" ซึ่งดูแล้ว...เศร้าจนอาจน้ำตาไหล

นโยบายเพื่อไทยพ่นพิษ! โรงแรมจ่อขายกิจการให้ต่างชาติ



จากนโยบายประชานิยมของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยชุดใหม่ ที่ออกมาหวังดึงดูดใจประชาชนรากหญ้า จนเป็นปัญหาตามมา ดังที่เราเห็นก็คือ แรงงานต่างด้าวทะลักเข้าเมืองกันอย่างมหาศาล รวมไปถึงปัญหาอื่น ๆ เช่น กระทบต่อกิจการของผู้ประกอบการ และปัญหาการเงินระยะยาวของรัฐบาล งานนี้ นักวิชาการจากสำนักต่าง ๆ ต้องออกโรงเตือนกันให้วุ่นเลยทีเดียว

และล่าสุด นโยบายนี้ก็ทำพิษให้กับผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมด้วยเช่นเดียวกัน โดยมีข่าวว่า ผู้ประกอบการโรงแรมเมืองท่องเที่ยวต่าง ๆ มีแนวโน้มว่าจะขายกิจการให้ต่างชาติเกือบหมด เนื่องมาจากสู้ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทไม่ไหว

โดย นายสัมพันธ์ แป้นพัฒน์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมโรงแรมไทย เปิดเผยว่า สมาคมฯ คาดว่า หากรัฐบาลใหม่ใช้นโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันจริง จะมีผู้ประกอบการโรงแรม ระดับ 3 ดาวลงไป ที่แบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นไม่ไหว ตัดใจขายกิจการแน่นอน โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.เชียงใหม่, เมืองพัทยา และกรุงเทพฯ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาจำนวนห้องพักสูงเกินความต้องการ หากต้นทุนแรงงานสูงขึ้น ก็ไม่สามารถขึ้นราคาห้องพักได้ เพราะการแข่งขันสูง ขณะที่กลุ่มทุนจากประเทศในแถบตะวันออกกลาง และสิงคโปร์ ก็เตรียมเข้ามาช้อนซื้อโรงแรมราคาไม่แพงนานแล้ว เนื่องจากกลุ่มทุนเหล่านี้มีงบไม่จำกัด

แจ้งข้อหา พ.อ. ชน หมอมุก สัปดาห์หน้า

          (23 กรกฎาคม)รอง ผบช.น. เผย หลังสอบมารดาหมอมุก ยัน พ.อ.ขับรถชนหมอมุกจริง จากหลักฐานที่ปรากฏสัปดาห์หน้าแจ้งข้อหาพยายามฆ่า
          เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยภายหลังสอบสวน พญ.พรรณกร อิ่มวิทยา มารดา พ.ต.พญ.หทัยพร อิ่มวิยา หรือ หมอมุก หลังจากเข้าดูหลักฐานภาพจำลองเหตุการณ์ที่ สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ  ซึ่งจากการสอบปากคำและพยานหลักฐาน สามารถชี้ชัดแล้วว่า พ.อ.ศักดิ์สิทธิ์ ภู่กลั่น ผู้ต้องสงสัยเป็นคนขับรถที่ใช้ก่อเหตุจริง ซึ่งภาพวงจรปิดจากสถานีรถไฟฟ้าซอยอารีย์ ประจักษ์พยานปรากฏชัดเจนว่า พ.อ.ศักดิ์สิทธิ์ เป็นคนขับรถคันดังกล่าวไปรับภรรยา บุตรสาว และเพื่อนของบุตรสาวก่อนก่อเหตุ ประกอบกับภาพในขณะจอดหน้าร้านและตอนก่อเหตุ
          ทั้งนี้ ในสัปดาห์หน้าจะมีการแจ้งข้อกล่าวหา พ.อ.ศักดิ์สิทธิ์ และเรียกเข้ามารับทราบข้อกล่าวหาพยายามฆ่า เนื่องจากภาพระบุชัดเจนว่า มีการขับรถกระชาก และมีการออกตัวเร็วผิดปกติ เจตนาที่จะให้หมอมุกหล่นจากบริเวณกระโปรงรถด้านหน้า อย่างไรก็ตามหากจะมีจะการตั้งโต๊ะเจรจา ทางพนักงานสอบสวนจะเป็นคนกลางในการเจรจาเรื่องค่าเสียหายให้

            จับตาแจ้งข้อหา คดีหมอมุก
(22 กรกฎาคม) มารดา และญาติ หมอมุก จะเข้า พบ ตำรวจ อีกครั้ง ในเวลา 10.00 น.วันนี้ ต้องจับตา ว่า พงส.สน.พญาไท จะแจ้งข้อหาในคดีหมอมุก ได้หรือไม่
          ภายหลังจากที่ แพทย์หญิง พรรณกร อิ่มวิทยา แม่ของหมอมุก ได้ตรวจสอบพยานหลักฐานที่ สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จากภาพกราฟิก การจำลองลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อเทียบเคียงกับการออกตัวของรถและความเร็วที่พุ่งชน เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ที่ผ่านมา นั้น ความเคลื่อนไหวล่าสุด ในคดีขับรถชน พ.ต.แพทย์หญิง หทัยพร อิ่มวิทยา หรือ หมอมุก จนทำให้ได้รับบาด อาการเจ็บสาหัส มีอาการทางสมองอย่างรุนแรง เหตุเกิดเมื่อช่วงเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมานั้น ในวันนี้เวลาประมาณ 10.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ จากสถานีตำรวจนครบาลพญาไท ได้เชิญทางแพทย์หญิงพรรณกร เข้าให้ปากคำเพิ่มเติม โดยแม่ของหมอมุก จะเดินทางมาที่ สน.พญาไท พร้อมกับ นายกอสล้าง วรรณรสพากย์ ญาติผู้พี่ของหมอมุก และทนายความจากสภาทนายความ อย่างไรต้องติดตามกันว่า ในวันนี้จะมีความคืบหน้าทางคดีอย่างไร รวมถึง ต้องจับตาดูว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะสามารถสรุปแจ้งข้อกล่าวหาคนที่ขับรถชนหมอมุก ในความผิดพยามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาทำร้ายร่างกาย จนได้รับบาดเจ็บสาหัสและสามารถแจ้งข้อกล่าวหาบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในวันเกิดเหตุได้หรือไม

ญาติหมอมุกมีหลักฐานเด็ด พลิกคดี
(15 กรกฎาคม) ญาติหมอมุก เผย ดูหลักฐานเด็ดทางคดี พบ ขัดแย้งกับการให้ปากคำของ พ.อ.ศักดิ์สิทธิ์ พร้อมปรึกษาทนาย ดำเนินการ ไม่เข้าใจตำรวจปักใจเชื่อ พ.อ.ศักสิทธิ์ เป็นคนก่อเหตุ
          นายกอสล้าง วรรณรสพากษ์ ญาติผู้พี่ของหมอมุก เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ ตนได้เข้าพบ พันตำรวจโท โชติ สุวรรณจุณีย์ รองผู้กำกับการสืบสวน สน.พญาไท เพื่อไปรับหนังสือให้เชิญมารดาของหมอมุก ไปสอบปากคำเพิ่มเติม พร้อมกับ ดูหลักฐานภาพจากกล้องวงจรปิด ลำดับเหตุการณ์ ตั้งแต่บุตรสาว พันเอกศักดิ์สิทธิ์ ภู่กลั่น ลงมาจากประตูทางออกสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส จนกระทั่งเกิดเหตุ ซึ่งมีกว่า 40 ชอต ที่ สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ในวันอังคารที่ 19 กรกฎาคมนี้ โดยเบื้องต้น ตนได้ประสานไปยัง ทีมทนายความ ทราบว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมรายละเอียดเกี่ยวกับคดีอีกเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งตนกับทีมทนายความ จะนัดคุยกันนอกรอบอีกครั้ง ก่อนจะยืนยันการเข้าพบทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์
          อย่างไรก็ตาม นายกอสล้าง กล่าวอีกว่า ตนยังมีข้อสงสัยถึงหลักฐานบางอย่างที่ทนายความ ระบุว่า มีความขัดแย้งกัน เกี่ยวกับที่มาที่ไปของรถที่ใช้ก่อเหตุ รวมถึง สาเหตุว่า ทำไม พนักงานสอบสวน ถึงปักใจเชื่อว่าเป็น พันเอก ศักดิ์สิทธิ์ ที่ขับรถในวันเกิดเหตุ

วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

น.ศ. กับค่าตอบแทน ป.ตรี 15,00 บาท

                หนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลเพื่อไทย คือ การขึ้นเงินเดือนราชการให้กับบัณฑิตที่จบใหม่ต้องได้เงินเดือนขั้นต่ำ 15,000 บาท มีคนให้ความสนใจกับนโนบายนี้เป็นอย่างมากว่าจะทำได้หรือไม่ ถ้าทำได้จะมีผลกระทบอย่างไรบ้าง  ซึ่งมีหลายฝ่ายออกมาให้ความคิดเห็นออกมาทั้งด้านดีและด้านไม่ดี ซึ่งผลกระทบที่เห็นได้ชัดจากการปรับการขึ้นเงินเดือน 15,000 บาท ก็คือถ้าจะต้องมีการแก้ไขพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการให้นโยบายนี้เป็นไปตามกำหนด ซึ่งกำหนดอยู่วันที่ 1 ต.ค. 2554 รัฐบาลเพื่อไทยจะต้องใช้งบประมาณ 6.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณที่เยอะอยู่ทีเดียว เพราะเป็นการใช้งบ 12 เดือนแต่ถ้าเริ่มม.ค.2555 ก็จะเหลือ 9 เดือน แต่ถ้าเริ่มปรับเม.ย.55 การใช้งบในจำนวนที่ลดลงคือเหลือ 6 เดือน แต่กลับกัน ข้อดีก็คือจะสามารถแข่งขันกันภาคเอกชนได้ ซึ่งเมื่อเทียบเงินเดินของ ปตท.เงินเดือนเริ่มแรกอยู่ที่ 18,000 – 20,000 บาท ก็จะใกล้เคียงกับภาคเอกชนขนาดใหญ่และอาจดีกว่าธุรกิจเอสเอ็มอี และปัจจุบันมีข้าราชการพลเรือนสังกัด ก.พ.อยู่ทั้งสิ้น 4 แสนคน และข้าราชการพลเรือนสังกัดหน่วยงานอื่นๆ อีก 1.6 ล้านคน รวมทั้งสิ้น 2 ล้านคน ซึ่งการปรับเงินเดือนข้าราชการคงต้องทำให้ครอบคลุมทั้งหมด ไม่ใช่แค่เฉพาะข้าราชการบรรจุใหม่ แต่ข้าราชการที่มีอยู่เดิมก็ต้องได้รับการปรับเงินเดือนด้วยเช่นกัน เช่น คนที่ทำงานมาแล้ว 3 ปี แต่ได้เงินเดือนไม่ถึง 1 หมื่นบาท ซึ่งถือว่ามีประสบการณ์ ก็ต้องขยับเงินเดือนให้สูงกว่า 1.5 หมื่นบาท เพื่อให้ข้าราชการเดิมรู้สึกว่าได้รับความเป็นธรรม สรุปโดยรวมของผลกระทบทั้งดีและเสียของนโยบายนี้ ก็จะแบ่งเป็น

ข้อดี
1.  ผู้ที่ทำงานมีรายได้เพิ่มขึ้น คล้องภาวะกับเศรษฐกิจ  ปัจจุบัน
2.  มีรากฐานที่จะสร้างฐานะ ดูแลครอบครัวได้
3.  ประเทศไทยอาจจะมีคนรวยเพิ่มขึ้น
4.อัตราแรกบรรจุใกล้เคียงเอกชน (ถือว่าเทียบเคียงบริษัทปูน ปตท.เริ่ม 18,000-20,000บาท)
5.มากกว่าเงินเดือนแรกเข้าธุรกิจเอสเอ็มอี
6.ดึงดูดให้คนมาทำงานข้าราชการมากขึ้น
7.ขึ้นเงินเดือนย้อนหลังแบบก้าวกระโดน
 
ข้อเสีย
1.หากเริ่ม ต.ค. 54 ต้องจัดหางบถึง 6.5หมื่นล้านบาท
2.ถ้าปรับเงินเดือนข้าราชการเกิน 10% ต้องเสนอร่าง พ.ร.บ. เข้าสภา
3.  มีโอกาสที่ นักศึกษาปริญญาตรีตกงานเพิ่มขึ้น  เนื่องจากค่าจ้างที่แพงบริษัทหลายแห่งหันมาจ้าพนักงานที่มีวุฒิต่ำกว่า  และฝึกงานอาเอง
4.  นักศึกษาจบใหม่ ไม่มีประสบการณ์บริษัทเอกชนหลายบริษัทปฏิเสธการจ้างงาน
5.  บริษัทตรวจสอบ  เช็คประวัติ  ดูผลคะแนนการเรียน สอบแข่งขัน การสมัครงานจะอยากขึ้น  เพราะเชื่อว่าไม่มีบริษัทไหนอยากได้คนที่เกณฑ์การเรียนไม่ดี
6. เกิดการยัดเงินใต้โต๊ะ เกิดการฝากงาน  ตัดโอกาสผู้ทีมีความรู้
7.ต้องปรับโครงสร้างของพื้นฐานเงินเดือนข้าราชการใหม่ทั้งหมด

ความคิดเห็นของนักศึกษา 
       นโยบายที่จะมีการปรับเงินเดือนให้กับนักศึกษาปริญญาตรีทีจบใหม่ให้เริ่มที่ 15,000 บาทนั้นมีทั้งดีและไม่ดี ซึ่งในด้านของคนทำงานก็จะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นเรื่องที่ดีที่จะมีการปรับเพิ่มเงินเดือนแต่ถ้ามองในอีกด้านนึงการปรับเงินเดือนแรกเริ่มแบบก้าวกระโดดแบบนี้ก็จะมีผลกระทบตามมามากมาย อาจจะทำให้ระบบการทำงานนั้นปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดนี้ไม่ทัน ซึ่งก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าถ้าปรับแล้วจะดีจริงมั้ยหรือแย่ลงอย่างไร

วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

สุดสลด! แม่แท้งลูกโยนทิ้งข้างถนน มดแทะร่างเละ


          สาวใจแตกทำแท้งโยนลูกในไส้วัย 5 เดือน ทิ้งข้างถนน สายสะดือยังติดกับรก ศพโดนมดแทะกินจนเละทั้งร่าง ตร.เร่งล่าแม่ใจยักษ์มาดำเนินคดี

          (19 ก.ค.) สภ.เมือง อ่างทอง รับแจ้งเหตุพบศพทารก ถูกทิ้งริมถนนสายอ่างทอง-พระนครศรีอยุธยา บริเวณหน้าร้านเบคอน หมูย่างเกาหลีม.8 ต.โพสะ จึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุอยู่บริเวณไหล่ถนน พบศพทารกเพศชาย อายุประมาณ 5 เดือน โดยสายสะดือยังติดอยู่กับรก ตามร่างกาย และใบหน้าเต็มไปด้วยกรวดทรายถูกมดกัดกินเต็มร่าง อีกทั้งยังพบคราบเลือดเป็นทางยาว เบื้องต้นคาดว่าเสียชีวิตมาไม่นาน เนื่องจากตัวยังนิ่ม และเลือดที่รกยังไม่แห้ง

          ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ สันนิษฐานว่า หญิงสาวผู้เป็นแม่อาจจะตั้งท้องด้วยความไม่พร้อม และกินยาขับเพื่อให้แท้ง แต่บังเอิญมาปวดท้องตกลูกในบริเวณดังกล่าว หรืออาจจะแอบทำแท้งจากที่อื่น และนำศพมาทิ้ง แต่ด้วยความรีบร้อนจึงตกลงอยู่ที่ไหล่ถนน เบื้องต้นซึ่งจะตรวจสอบไปตามโรงพยาบาลว่ามีผู้หญิงตกเลือดเข้ารักษาบ้างหรือไม่ เพื่อสืบหาตัวมาดำเนินคดีต่อไป

ยังนำ 5 ศพทหารกล้าออกไม่ได้ จนท.ทำพิธีตามความเชื่อ



          หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เผยยังนำ 5 ศพออกไม่ได้ เชื่ออาจะเป็นเรื่องของไสยศาสตร์ ทำพิธีไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ พร้อมประสานฝนหลวงให้หมอกจาง

          นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เปิดเผยสถานการณ์ล่าสุดในภารกิจลำเลียงศพทหารออกจากป่า โดยอากาศยังปิดเหมือนเดิมยังนำศพ 5 ทหารหาญที่ประสบเหตุ ฮ. บินชนภูเขา บริเวณเขื่อนแก่งกระจาน ออกจากป่าไม่ได้ เพราะหมอกหนาทึบมากไม่สามารถนำเฮลิคอร์ปเตอร์ลงจอดได้ ทางทีมกู้ภัยจึงทำการประสานกับโครงการฝนหลวง นำเครื่องบินไปโปรยสารเคมี เพื่อให้หมอกเบาบางลง คาดเมื่อหมอกจางลงแล้ว จะสามารถนำ ฮ. ลงจอด เพื่อรับศพอีกครั้งหนึ่งได้

          ทั้งนี้ นายชัยวัฒน์ เปิดเหตุการณ์แปลกประหลาดก่อนหน้านี้ว่า ตนเป็นคนมีลางสังหรณ์และเป็นความเชื่อของคนที่อยู่กับป่ามาตลอด ขณะที่เข้่าไปทำการเก็บกู้ซากและค้นหาศพทหารหาญที่เสียชีวิต มีหนึ่งศพที่ศรีษะขาดกระเด็นและยังค้นหาไม่พบ ตนเชื่อว่าหากยังทำค้นหาศรีษะไม่เจอภารกิจในการเคลื่อนย้ายศพออกจากป่าไปบำเพ็ญกุศลนั้นอาจไม่สำเร็จ ทำให้เกิดอุปสรรคต่าง ๆ และสุดท้ายกับการพยายามของเจ้าหน้าที่ทำให้ค้นหาศรีษะเจอในที่สุด และเหตุการณ์ที่น่าแปลกตามมาก็คือฟ้าสว่าง สภาพอากาศเปิด ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดี

          ด้าน พ.ต.ประพันธ์ เจียมสูงเนิน พร้อมทหารจากกองร้อยลาดตะเวนระยะไกล กองกำลังสุรสีห์ ได้ทำพิธีจุดธูปไหว้เจ้าที่และสิ่งศักดิ์สิทธิ์และดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตที่บริเวณลานจานเฮลิคอปเตอร์ ในค่ายฝึกรบพิเศษแก่งกระจาน เพื่อขอให้ในวันนี้ (19 ก.ค.) การปฏิบัติภารกิจกู้ศพให้สำเร็จลุล่วง

          อนึ่ง เจ้าหน้าที่ได้วางแผนไว้ดังนี้ แผนที่ 1 หากหมอกไม่กดต่ำจะใช้เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ขนาดเล็ก b2 หรือ as - 305 จำนวน 2 ลำ บินรอดเมฆไปตามร่องเขาเพื่อขนศพออกจากฐานต้นเพชร โดยทยอยขนออกมาครั้งละ 1หรือ 2 ศพ และแผนที่ 2 จะใช้เฮลิคอร์ปเตอร์เบล็คฮอร์ค บินทะลุเมฆขึ้นไประดับความสูง 4500 เมตร ข้ามทะเลหมอกพะเนินทุ่งเข้าไปที่ที่ฐานต้นน้ำเพชร และประสานกับสำนักฝนหลวงเพื่อขอเครื่องบินมาโปรยสารเคมีเพื่อให้หมอกเบาบางลง

ฉุน! ขับรถปาดหน้า มีดปาดคอแทงซ้ำจนดับ



            การขับขี่รถโดยใช้อารมณ์หลายครั้งส่งผลให้เกิดทั้งอุบัติเหตุ และ เหตุทะเลาะวิวาทจนถึงขั้นเอาชีวิต เช่นกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ (18 ก.ค.) เหตุขับรถปาดหน้ากันสุดท้ายบานปลายเป็นเหตุทะเลาะวิวาท และ ใช้มีดทำร้าย และ ปาดคอ คู่กรณีจนเสียชีวิต

           ผู้ที่ก่อเหตุ คือนายกนก ปุ่นนิ่ม เช้านี้ถูกนำตัว มาทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่บริเวณถนนประชาอุทิศ เขตห้วยขวาง หน้าสถานทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย หลังใช้มีดปาดคอและแทงนายชัยวัฒน์ ลิมปวัชรพงศ์ อายุ 63 ปีเสียชีวิต

          จุดแรกคือจุดที่นายกนก จอดรถลงมาเพื่อทำความเข้าใจกับผู้ตายเนื่องจากมีปัญหาขับรถปาดหน้ากันไปมาตลอดเส้นทาง แต่ไม่สามารถตกลงกันได้จึงทะเลาะวิวาทชกต่อยกัน และ เป็นจุดนี้ที่นายกนก ใช้มีดที่พกติดตัวมาแทงนายชัยวัฒน์ที่ลำคอ กกหู และ หน้าอก รวม 4 แผล ก่อนจะขับรถหลบหนีก่อนจะเข้ามอบตัวเมื่อคืนที่ผ่านมา

           เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 13.00 น.เมื่อวานที่ผ่านมาในตอนแรกตำรวจนครบาลวังทองหลางได้รับแจ้งเหตุมีผู้ถูกแทงเสียชีวิตซึ่งเมื่อเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุก็พบนายชัยวัฒน์เสียชีวิตที่บริเวณเบาะคนขับมีบาดแผลถูกแทงที่ชายโครงขวา 1 แผล และ ถูกมีดปาดที่ลำคอและศีรษะเป็นแผลฉกรรจ์ ส่วนบนพื้นถนนและท้ายรถของผู้ตายเจ้าหน้าที่พบหยดเลือดจำนวนมาก และ ยังพบแว่นตาตกอยู่ 1 อัน ปอกมีด 1 อัน จึงรวบรวมเก็บไว้เป็นหลักฐานเมื่อสอบปากคำพยานจึงรู้ว่าสาเหตุมาจากการขับรถปาดหน้ากัน

วันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ลูกเหยื่อรถเมล์ซิ่งชนดับ เผยแม่สละชีวิตช่วยตน



          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (6 มิ.ย.) เมื่อเวลา 15.30 น.ที่สถาบันนิติเวชวิทยา นายสุรพงษ์ พวงสุวรรณ อายุ 51 ปี หัวหน้าแผนกบัญชี กลุ่มงานลูกหนี้ องค์การการค้าคุรุสภา พร้อมด้วย น.ส.พัชรนันท์ พวงสุวรรณ หรือ น้องแพร อายุ 16 ปี สามีและลูกสาว นางนันทิยา พวงสุวรรณ อายุ 50 ปี ที่ถูกรถประจำทางเอกชนร่วมบริการ สาย 39 ชนเสียชีวิต ที่ป้ายรถประจำทาง ทางขึ้นสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีสะพานควาย เมื่อช่วงเย็นวันที่ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา ท่ามกลางบรรยากาศเศร้าสลด  

          น.ส.พัชรนันท์ กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุแม่เดินทางมารับหลังจากที่ตนเรียนพิเศษเสร็จ โดยได้ยืนรอรถประจำทางเพื่อกลับบ้าน ต่อมาเห็นรถประจำทางคันดังกล่าวพุ่งเข้ามาจ่ออยู่ตรงหน้าแล้ว แต่ตนก้าวขาไม่ออก ขณะที่แม่ซึ่งยืนอยู่ข้างๆ ได้ผลักตนออกมา จนล้มลง แต่พอรู้สึกตัวก็คิดในใจว่าแม่คงไม่เป็นไร แต่พอตนเงยหน้าขึ้นมามองไม่เห็นแม่แล้ว ซึ่งมารู้อีกทีแม่ถูกรถชน 

          ด้าน นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ช่วงนี้ต้องดำเนินการเรื่องศพของภรรยาก่อน ยังไม่คิดถึงเรื่องฟ้องร้องดำเนินคดีใคร ซึ่งตั้งแต่เกิดเหตุ มีตัวแทนของรถเอกชนร่วมบริการและตัวแทนประกันภัย โทรศัพท์มาพูดคุย แต่ไม่มีตัวแทนของ ขสมก.หรือตัวแทนภาครัฐมาพบ โดยเรื่องศพก็ต้องดำเนินการเอง ซึ่งไม่ค่อยรู้ขั้นตอนอะไร จึงทำให้วันนี้มารับศพช้า

       "ได้ข่าวมาหลายครั้ง เรื่องการบริการของรถประจำทาง แต่ไม่เคยคิดว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นกับตนเอง ซึ่งที่รัฐบาล ขสมก.บอกว่าจะพัฒนา โดยทุกวันนี้ยังไม่เห็นการพัฒนาเท่าที่ควร โดยทำให้มีคนรับเคราะห์อยู่ตลอด ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ได้ฟังจากข่าวว่าคนขับรถบอกว่าเบรกแตก ซึ่งสาเหตุนี้ตนยังไม่ค่อยแน่ใจว่าเกิดจากเบรกแตกจริงหรือไม่ โดยยังไม่มีหน่วยงานใดให้ความกระจ่างกับตนแต่อย่างใด" นายสุรพงษ์ กล่าว
 

ไอ้คลั่ง! ฆ่าเด็ก 2 ขวบ โดนรุมประชาทัณฑ์



           ตำรวจคุมตัวลูกจ้างเมายา จ้วงแทงเด็กวัย 2 ขวบ ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพยังจุดเกิดเหตุ รวม 3 จุด พร้อมร้องขอดอกไม้-ธูปเทียน เพื่อไหว้ขมาพ่อแม่เด็ก แต่ไม่วายโดนถีบ-รุมประชาทัณฑ์ สะบักสะบอม ก่อนที่ตำรวจจะพาขึ้นรถตู้ออกมาได้อย่างหวุดหวิด

          วันนี้ (10 ก.ค.) เมื่อเวลา 11.00 น. พ.ต.ต.จตุภูมิ มุดซาเดน พงส.สบ.2 สน.ประเวศ เจ้าของคดี ได้เบิกตัว นายทวีชัย นาทองบ่อ อายุ 47 ปี ผู้ต้องหาใช้อาวุธมีด ฆ่า ด.ช.ธนภัทร หรือ น้องเหนือ เกตุแก้ว วัย 2 ขวบ 10 เดือน เมื่อวานที่ผ่านมา โดยเหตุเกิดที่ บริษัท นัมเบอร์วัน คลีนนึ่ง เซอร์วิช จำกัด เลขที่ 558 ถ.เฉลิมพระเกียรติ ร.9 ซ.เฉลิมพระเกียรติ 53 แขวงและประเวศ กทม.ออกจากห้องควบคุม เพื่อทำการสวนสวนเพิ่มเติม โดยมี พ.ต.อ.เทียนชัย คามะปะโส ผกก.สน.ประเวศ ร่วมกันทำการสอบปากคำ โดย นายทวีชัย อยู่ในชุดกางเกงขาสั้น สีเหลือง เปื้อนเลือด ไม่สวมเสื้อ ซึ่งเป็นชุดเดิมที่ใส่ก่อเหตุโดย นายทวีชัย มีสภาพที่อิดโรย
      
          พ.ต.อ.เทียนชัย กล่าวว่า จากการสอบปากคำเพิ่มเติม ผู้ต้องหาให้การว่า ก่อนได้เข้าไปหยิบมีดในครัว โดยอ้างกับแม่บ้านว่า จะเอามีดไปสับมะละกอเพื่อจะทำส้มตำ จากนั้นก็ถือมีดขึ้นไปที่บริเวณชั้นลอยที่น้องเหนือนอนอยู่ จากนั้นแม่บ้านได้ยินเสียงเด็กร้อง จึงวิ่งตามเสียงขึ้นไป พบว่า นายทวีชัย ที่มีอาการคลุ้มคลั่งกำลังอุ้มน้องเหนืออยู่ จากนั้นได้ใช้มีดแทงเด็ก พร้อมตะโกนบอกกับแม่บ้าน ว่า ให้โทรศัพท์ไปหาแม่เด็ก แต่ระหว่างนั้น นายทวีชัย ก็ยังใช้มีดแทงเด็กไปเรื่อยๆ จนแน่นิ่งไป จากนั้นคนในบ้านได้โทร.แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึงก็พยายามเกลี้ยกล่อมจนนายทวีชัยได้วางเด็กลง และควบคุมตัวมาสอบสวน แต่ นายทวีชัยก็ไม่ยอมรับว่าเสพยา
      
          พ.ต.อ.เทียนชัย กล่าวว่า ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจปัสสาวะนายทวีชัย เพื่อหาสารเสพติด พบว่าเป็นสีม่วง โดยจะนำผลไปตรวจ เพื่อยืนยันสารเสพติดอีกครั้งหนึ่ง เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย ส่วนข้อหาเสพสารเสพติด คงจะต้องรอผลตรวจก่อนว่า นายทวีชัย เสพสารเสพติดประเภทใด จึงจะแจ้งข้อหาเพิ่ม
 

วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ข่าวสะเทือนใจ

               ข่าวสะเทือนใจ เป็นข่าวที่อยู่ในกระแสสร้างความสนใจให้ผู้ัรับข่าวสารได้มาก  มีเนื้อหาหรือภาพที่สะเทือนอารมณ์ของผู้รับสาร ผู้ที่ได้รีบข่าวสารนั้นจะเกิดการ เข้าถึงอารมณ์ของข่าวสารนั้นได้อย่างมาก และเกิดความจดจำเป็นระยะเวลาที่นาน และจะเป็นข่าวที่มีคนพูดถึงมากที่สุดในระยะเวลานั้นๆ การเข้าถึงข่าวด้านสะเทือนใจของผู้รับสารนั้นอาจจะเป็นเรื่องที่ดีและไม่ดี แต่ผู้รับสารก็จะเข้าถึงเนื้อหาข่าวสารนั้นได้มาก  และรวดเร็ว

               ความแตกต่างระหว่างข่าวสะเทือนใจกับข่าวทั่วไป
               ข่าวสะเทือนใจนั้นจะแตกต่างจากข่าวทั่วไปคือ ข่าวทั่วไปนั้น   จะมีเนื้อหาข่าวที่ว่าถึงสังคมปัจจุบัน ว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เท่านั้น ไมไ่ด้เน้นการเข้าถึงอารมณ์ เป็นการบอกแล้วก็จบไป และข่าวสารทั่วไปนั้่นผู้รับสารจะเลือกเปิดรับข่าวสารเฉพาะข่าวสารที่ตัวเองสนใจเท่าันั้นหรือเฉพาะกลุ่มนั้นๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่าแตกต่างจากข่าวสะเทือนใจที่กล่าวมาข้างต้นนี้

               ตัวอย่างข่าวสะเทือนใจ

          แม่ฆ่าลูก 5 เดือน สลดแม่คลั่ง-มีดแทงตายคามืออุ้มเดินไปมา ผัวช็อก-เมียป่วยทางจิตเหตุสลด แม่วัย 26 ปี คลั่งฆ่าลูกน้อยวัยเพียง 5 เดือน แล้วอุ้มเดินไปมากลัวคนจะมาแย่ง ผัวรู้ข่าวรุดมาช่วยถึงกับช็อกร้องไห้โฮ ร่างโชกไปด้วยเลือด ไส้ทะลัก เสียชีวิตแล้ว เผยเมียมีอาการทางจิต เคยรักษาที่ร.พ.ศรีธัญญา ต้องกินยาทุกวัน แต่ก่อนเกิดเหตุไม่ได้กิน ปล่อยให้เลี้ยงลูกตามลำพัง กระทั่งเกิดเรื่องสลดใช้มีดจ้วงแทงร่างลูกพรุน ขณะที่ตำรวจยังไม่แจ้งข้อกล่าวหา ต้องส่งตัวไปตรวจสภาพทางจิต
วันที่ 02 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ติดตามอาการหมอมุกที่ผ่านมา



            หมอมุก อาการดีขึ้น-เดินเยี่ยมให้กำลังใจทหาร 
           "หมอมุก" เยี่ยมให้กำลังใจทหารพรานบาดเจ็บจากเหตุระเบิดที่ยะลา แม่เผย อาการหมอมุก ดีขึ้น เพราะกำลังใจจากคนที่ส่งให้
           เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ที่ผ่านมา พ.ต.พญ.หทัยพร อิ่มวิทยา หรือ หมอมุก ได้เดินออกมาจากห้องพักพิเศษ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โดยมี พญ.พรรณกร อิ่มวิทยา มารดา พาออกมานั่งเล่นบริเวณสวนหย่อมของผู้ป่วย โดยไม่ต้องใช้ไม้เท้าประคอง จากนั้น พญ.พรรณกร ก็ได้พา หมอมุก ลงลิฟท์ มายังหอผู้ป่วยศัลยกรรมทั่วไปชาย ซึ่งอยู่ที่ชั้น 13 และพาไปเยี่ยมอาการของ นายณรงค์ รัตนานันท์รัศมี อายุ 33 ปี อาสาสมัครทหารพราน ที่นอนพักรักษาตัว จากการถูกสะเก็ดระเบิดขณะปฏิบัติหน้าที่ ที่ จ.ยะลา ต้องเข้าเฝือกทั้งแขนและขา
           โดย หมอมุก ได้ทักทายให้กำลังใจ ด้วยการยิ้มและชู 2 นิ้ว ให้กับอาสาสมัครทหารพราน แต่ไม่ได้พูดอะไร โดย พญ.พรรณกร กล่าวต่อว่า อาการทั่วไปของ หมอมุก ขณะนี้ ยิ้มแย้มแจ่มใส ดูสุขภาพดี และก้าวเดินเป็นจังหวะมากขึ้น อาการตอนนี้ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้ว พูดคุยรู้เรื่อง เรียกว่าปาฏิหาริย์มีจริง เพราะกำลังใจจากทุกคนที่ส่งมาให้จะทำให้ หมอมุก หายเป็นปกติได้ ส่วนเรื่องคดีมอบมหายให้สภาทนายความ ทำหน้าที่ดูแลแทน ก็ขอให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย

หมอมุก เดินไกล 100 เมตร ยกมือไหว้สื่อชู 2 นิ้ว
(8 กรกฎาคม) ผอ.กองอุบัติเหตุ ร.พ.พระมงกุฎ เผย หมอมุก เดินได้ 100 เมตร ยิ้ม ชู 2 นิ้วสู้ตาย ให้นักข่าว โดยแพทย์จะดูลำคอ เพื่อให้ออกเสียงได้
          พ.อ.นพ.ธีระพล ปกป้อง ผู้อำนวยการกองอุบัติเหตุและเวชการฉุกเฉิน ร.พ.พระมงกุฎ เปิดเผยความคืบหน้าอาการ พ.ต.พ.ญ.หทัยพร อิ่มวิทยา หรือ หมอมุก แพทย์ประจำ ร.พ.พระมงกุฎ ว่า วันนี้หมอมุก มีพัฒนาการดีขึ้นมาก สามารถเดินได้ไกลเป็นระยะทาง 100 เมตร โดยมีความมั่นคงและต่อเนื่องเป็นจังหวะดี ซึ่ง หมอมุก ก็เข้าใจในคำสั่งได้ดี ขณะที่ หมอมุก ยกมือไหว้สื่อมวลชน ชู 2 นิ้ว และโบกมือ พร้อมทั้งการทำกิจกรรมบำบัด หมอมุก ก็สามารถทำได้ดีเท่าที่ควร ส่วนการพูด ยังไม่สามารถพูดเป็นคำ มีแต่เพียงเสียงหัวเราะ อย่างไรก็ตาม พ.อ.น.พ.ธีระพล ปกป้อง ผู้อำนวยการกองอุบัติเหตุและเวชการฉุกเฉิน ร.พ.พระมงกุฎ กล่าวต่อว่า วันนี้ จะมีแพทย์หูคอจมูกมาเช็กในเรื่องลำคอ ว่าเส้นเสียงมีปัญหาอะไรหรือไม่ ที่ส่งผลกระทบต่อการออกเสียง พร้อมทั้ง วันนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พญาไท จะเดินทางเข้าสอบปากคำ พ.อ.น.พ.เสกสรรค์ ชายทวีป แพทย์นิติเวช กองอุบัติเหตุและเวชกรรมฉุกเฉิน ร.พ.พระมงกุฎ อีกด้วย

สรุปยอด ส.ส.ใหม่รับหนังสือรับรองวันแรก 260 คน

   
        ส.ส.ทยอยมารับหนังสือรับรองผลเลือกตั้งจาก กกต.วันแรก รวม 260 คน จากที่ กกต.ประกาศรับรองไปแล้ว 358 คน

        การแจกหนังสือรับรอง ส.ส.ใหม่ ที่สำนักงาน กกต. ตั้งแต่ช่วงเช้า มีบรรดา ส.ส.ใหม่ และเจ้าหน้าที่พรรค ทยอยมารับหนังสือรับรองอย่างต่อเนื่อง ทั้ง ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครักษ์สันติ ที่ยืนยันจะไม่เข้าร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย เพราะไม่อยากถูกมองว่าเป็นนอมินี และเมื่อพรรค มีเพียง 1 เสียง ก็จะขอทำหน้าที่ฝ่ายค้าน น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด นอกจากนี้ ยังมี พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา นายเอกนัฎ พร้อมพันธุ์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย

        สำหรับการยื่นเรื่องร้องเรียน ยังสามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง แม้ กกต. จะรับรอง ส.ส.ไปแล้วก็ตาม และหากเชื่อมโยงกับ ส.ส.ที่ได้รับการรับรองแล้ว จะเรียกว่าเป็นการยื่นร้องคัดค้านผลการเลือกตั้ง หากอยู่ในช่วง 30 วัน กกต.สามารถแจกใบเหลืองใบแดงได้ แต่หากเกิน 30 วันไปแล้ว จะเป็นอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง

        ส่วนผลสรุปการรับหนังสือรับรอง ส.ส.วันแรก จากจำนวน ส.ส.ที่รับรองไปแล้ว 358 คน อยู่ที่ 260 คน แบ่งเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ 74 คน ส.ส.แบบแบ่งเขต 186 คน

ทองพุ่ง!! ค่าเงินบาทแข็งค่า


           ราคาทองคำวันนี้ ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ตามตลาดต่างประเทศ ส่งผลราคาขายออกทอง รูปพรรณใกล้แตะบาทละ 23,000 บาท ส่วนค่าเงินบาทวันนี้ถือว่าแข็งค่าสูงสุดในรอบ 3 เดือน โดยทันทีที่เปิดตลาด ราคาขายออกทองรูปพรรณใกล้แตะบาทละ 23,000 บาท เหลืออีกเพียง 50 บาท ส่วนราคาทองแท่งขายออกอยู่ที่บาทละ 22,550 บาท ผู้จัดการสมาคมค้าทองคำ ระบุว่าความจริงแล้วราคาบ้านเราในวันนี้จะต้องปรับเพิ่มขึ้นบาทละ 150 บาท แต่เงินบาทแข็งค่าทำให้ปรับขึ้นเพียง 100 บาท หลังราคาต่างประเทศทำนิวไฮท์ที่ออนซ์ละ 1,589 เหรียญสหรัฐ ส่วนแนวโน้มคาดว่ายังเป็นขาขึ้นอยู่ เนื่องจากมีปัจจัยหนุนหลายด้านทั้งกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ออกมาระบุว่าพร้อมจะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษกิจรอบที่ 3 หรือ QE3 ประกอบกับกองทุนทอง SPDR ขนาดใหญ่ได้เข้ามาซื้อทองคำเพิ่มถึง 20 ตันเมื่อวานนี้ ประกอบกับปัญหาหนี้ในสหภาพยุโรปก็ยังคงรุกลามไปยังประเทศใหม่ เช่น อิตาลี นอกจากนี้เป็นช่วงที่ปรับเพิ่มขึ้นตามเทคนิคหลังจากปรับลดลงมากในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามก็มีแนวต้านไม่เกินออนซ์ละ 1,600 เหรียญสหรัฐ ขณะที่ค่าเงินบาทวันนี้ (14 ก.ค.) ถือว่าแข็งค่าสูงสุดในรอบ 3 เดือน แตะที่ระดับ 30 บาทแล้ว โดยมื่อเวลา 9.00 น. นักบริหารเงินจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่าทันที่เปิดตลาดแข็งขึ้นมาอยู่ระดับ 30.10 บาท จากนั้นก็แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจาก กนง.ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และที่สำคัญ ธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้ออกมาประกาศว่าพร้อมใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบที่ 3 ทำให้ค่าเงินดอลล่าห์อ่อนค่าลงทันที ประกอบกับตลาดเงินคลายความวิตกเรื่องหนี้หลังจะมีการประชุมของสหภาพยุโรป ในวันพรุ่งนี้ และขณะนี้เงินบาทในเวลา 11.15 น.เคลื่อนไหวอยู่ในที่ระดับ 30 .12 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับภูมิภาค โดยค่าเงินบาทอยู่ในระดับปานกลาง และประเทศที่แข็งค่าสูงสุดคือสิงคโปร์ และเกาหลี ส่วนแนวโน้มค่าเงินบาทวันนี้ คาดยังคงแข็งค่าขึ้นอีก

วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

หุ้นพุ่งรับยิ่งลักษณ์ เงินสะพัดหมื่นล้าน หุ้นตระกูลชินวัตรแรงตาม


          ตลาดหุ้นไทยวันที่ 4 ก.ค. ตอบรับรัฐบาลชุดใหม่ พุ่งกระฉูดกว่า 50จุด เงิดสะพัดกว่าหมื่นล้าน ด้านหุ้นตระกูลชินวัตร ปรับขึ้นแรงยกแผง

          5 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงทุนตลาดหุ้นไทยวันที่ 4 ก.ค. ดัชนีดีดตัวคึกคักทั้งวัน ตอบรับความชัดเจนทางการเมืองและรัฐบาลชุดใหม่ ส่งผลให้ระหว่างวันดัชนีทะยานขึ้นสูงสุดที่ 1,094.26 จุด ลดลงต่ำสุดที่ 1,069.88 จุด จนมาปิดตลาดที่ 1,090.28 จุด เพิ่มขึ้น 48.80 จุด หรือร้อยละ 4.69 ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่นถึง 63,110.36 ล้านบาท ส่วนตลาดเอ็มเอไอ ปิดที่ 298.01 จุด ลดลง 6.26 จุด มูลค่าการซื้อขาย 700.99 ล้านบาท

         ด้านสัดส่วนการลงทุนแบ่งเป็นนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิที่ 10,703.13 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิที่ 4,524.92 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิที่ 1,616.20 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนรายย่อยขายสุทธิที่ 16,844.25 ล้านบาท

         นอกจากนี้ ยังมีแรงซื้อเข้ามามากในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการเมือง และหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยหุ้น บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ปรับขึ้นสูงสุดของตลาด ชนเพดานราคาสูงสุดที่ระดับ 4.60 บาท ปรับขึ้น 1.06 บาท หรือ 29.94% ขณะที่หุ้นของครอบครัวชินวัตร ปรับขึ้นแรงยกแผง ส่วนใหญ่ติด 10 อันดับของตลาด โดยเฉพาะบริษัท เอ็ม ลิ้งค์ เอเชีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ปรับขึ้นอันดับ 2 ของตลาด ปิดที่ระดับ 2.22 บาท ปรับขึ้น 0.45 บาท หรือ 25.42%

        ทั้งนี้หุ้นที่มีความสัมพันธ์กับรัฐบาลชุดเก่า ปรับลดลงสวนทิศทางตลาดโดยรวม โดยบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ปิดที่ 11.50 บาท ลดลง 0.60 บาท หรือลดลง 4.96%

เหี้ยม! นักศึกษา 15 ฆ่าทิ้งเหว อบต.หินดาด


         ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีการหายตัวไปของ นายสมหมาย ศรศักดิ์สิทธิ์ อดีตนายก อบต.หินดาด อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ภายหลังจากเสร็จสิ้นการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา ต่อมา นายพิชาติ พิลาจันทร์ อายุ 45 ปี ที่มีศักดิ์เป็นน้องเขย ได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า นายสมหมาย หายตัวไป พร้อมกับรถกระบะอีซูซู ดีแมกซ์ สีบรอนซ์เงิน

        ซึ่งภายหลังจากได้ลงบันทึกประจำวันเป็นหลักฐานแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงสั่งการเร่งสืบสวนทันที โดยเข้าตรวจสอบที่บ้านพักของนายสมหมาย พบร่องรอยก็ถูกรื้อค้นเล็กน้อย และพบกุญแจตู้เซพ เสียบคาเอาไว้อยู่อย่างผิดสังเกต จึงสันนิษฐานว่า นายสมหมายได้หายตัวไปจริง และคาดว่าเป็นปมขัดแย้งส่วนตัว

        นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังเร่งสืบสวนตามรอยรถกระบะที่หายไปพร้อมกับนายสมหมาย จนกระทั่งได้รับรายงานว่า พบรถกระบะคันดังกล่าวจอดอยู่ในวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเขตตัวเมืองกาญจนบุรี พร้อมกับพบตัวนักศึกษาที่เป็นผู้ต้องสงสัยด้วย

         ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเดินทางไปที่วิทยาลัยดังกล่าว พร้อมกับได้ติดตามตัว นายโอ่ง (นามสมมติ) อายุ 15 ปี นักศึกษาวิทยาลัยดังกล่าว ซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยมาทำการสอบสวน โดยมีครูอาจารย์ของวิทยาลัยร่วมดูการสอบสวนด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจเค้นสอบถามกว่า 2 ชั่วโมง นายโอ่ง จึงให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุ โดยได้ร่วมมือกับ นายเจต (นามสมมติ) เพื่อนคู่ขาอีกคน ใช้เข็มขัดรัดคอผู้ตายจนกระทั่งเสียชีวิต เพื่อหวังจะชิงรถกระบะของผู้ตาย ก่อนจะนำศพของผู้ตายไปโยนทิ้งที่เหวลึกใน ต.ปิล็อค อ.ทองผาภูมิ เพื่ออำพรางคดี

ทักษิณ ปัดอยากได้เงินคืน ลั่นไม่อดอยาก


        ทักษิณ บอกไม่รีบกลับไทย ไม่ได้อยากเป็นนายกรัฐมนตรี ลั่นไม่ต้องการเงินที่ถูกยึดคืนเผยยังมีธุรกิจยังไม่อดอยาก

         เอ.พี. รายงานคำให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เปิดบ้านพักย่านเอมิเรตส์ ฮิลล์ ในดูไบ เพื่อให้สื่อมวลชนได้สัมภาษณ์ โดยรายงานระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้บอกว่าไม่ต้องการกลับไปมีอำนาจทางการเมือง ต้องการเกษียณตัวเองอย่างที่เคยประกาศก่อนหน้านี้ ปัจจุบันอายุ 62 ปีแล้ว ไม่จำเป็นต้องกลับไปเล่นการเมืิอง

         ทั้งนี้สื่อต่างชาติได้ยิงคำว่าอยากนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณ เผยว่าการกลับไปเล่นการเมืองไทยใช่เรื่องสำคัญ ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือการสร้างความปรองดอง

         นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้กล่าวขอขอบคุณคนไทยทุกคะแนนเสียงที่ให้โอกาสน้องสาวผม ดีใจมากที่คนไทยออกมาใช้สิทธิ์ เห็นได้ชัดเจนว่าพวกเขาต้องการเห็นความปรองดอง พวกเขาต้องการเห็นการยุติความขัดแย้ง และต้องการเห็นประเทศขับเคลื่อนไปข้างหน้า การเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อาจส่งผลดี เพราะคุณยิ่งลักษณ์ ไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังทางการเมือง นิสัยเธอเป็นคนร่าเริงแต่เมื่อถึงเวลาทำงานเธอก็ทำจริงเ่ช่นกัน

           สุดท้ายสื่อต่างชาิติ ถามคำ่ถามกรณีเงินที่ถูกยึดไปนั้นต้องการคืนหรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณ ตอบว่า ไม่ต้องห่วงผมเรื่องนั้น ผมยังมีธุรกิจ ผมยังไม่อดอยากครับ

กกต.ประกาศ คะแนนเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ


        5 ก.ค. นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง แถลงผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ โดยภาพรวมของการลงคะแนนการเลือกตั้งในแบบบัญชีรายชื่อมีผู้มาใช้สิทธิ์ 35,203,107 คน คิดเป็นร้อยละ 75.03 มีบัตรเสียจำนวน 1, 726,051 ใบ คิดเป็นร้อยละ 4.9 ส่วนบัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน 958,052 ใบ คิดเป็นร้อยละ 2.72

        โดยการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต มีผู้มาใช้สิทธิ 35,119,885 คน คิดเป็นร้อยละ 74.85 มีบัตรเสียจำนวน 2,039,694 ใบ คิดเป็นร้อยละ 5.79 ส่วนบัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน 1,419,088 ใบ คิดเป็นร้อยละ 4.03 ซึ่งหากเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งปี 50 พบว่ามีน้อยกว่า ขณะที่จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิสูงสุดยังเป็นจังหวัดลำพูนร้อยละ 88.61 รองลงมาจังหวัดเชียงใหม่ ร้อยละ 83.13 และ จังหวัดตรัง ร้อยละ 82.65

แพทย์เผยอาการหมอมุกดีขึ้น ชูนิ้วไอเลิฟยูทักสื่อ



วันนี้(5 กรกฎาคม) อาการหมอมุก ดีขึ้นมาก เดิน ยิ้ม และหัวเราะ ทักทายสื่อมวลชน พร้อมทำสัญลักษณ์ไอเลิฟยู  
ผอ.อุบัติเหตุ   ร.พ.พระมงกุฎเกล้า เผยอาการหมอมุก ดีขึ้นมาก สามารถใช้มือขวาตักข้าวทานเอง พร้อมกันนี้ การบ้วนปาก แปรงฟัน ทำเองได้โดยไม่สำลัก และการทานผลไม้ก็สามารถแยกเมล็ดเองได้ นอกจากนี้ หมอมุก ยังสามารถทำมือสัญลักษณ์ไอเลิฟยู พร้อมทั้ง เดินด้วยไม้เท้าจากห้องพักมาหาสื่อมวลชนหน้าห้องศัลยกรรมด้วยหน้าตายิ้มแย้ม และหัวเราะ ทักทายสื่อมวลชน พร้อมทำสัญลักษณ์ไอเลิฟยู แต่หมอมุกยังพูดไม่ได้ มีเพียงแต่หัวเราะเท่านั้น ทางแพทย์มีโปรแกรมการสอนพูด โดยจะมีแพทย์นักพูด มาสอนการพูดให้หมอมุกโดยแพทย์ตั้งความหวังไว้ว่า ภายใน 1 สัปดาห์ หมอมุก จะสามารถพูดได้เป็นปกติ
ในส่วนของรูปคดี สัปดาห์หน้า พ.ญ.พรรณกร อิ่มวิทยา มารดา หมอมุก และญาติ จะเข้าไปพบกองพิสูจน์หลักฐาน เพื่อดูภาพลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งตั้งทนายความไปดูในเรื่องคดี...