วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2554

จับตา ครม.ชุดใหม่ ยิ่งลักษณ์


นายกฯนำคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณ ซื่อสัตย์-ตั้งใจทำงานแต่กลับมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึง ครม.ชุดใหม่กันอย่างหนาหู ด้าน ยิ่งลักษณ์บอกให้รอพ้น 6 เดือนค่อยประเมินผลงาน อยากขอให้ประชาชนให้โอกาส ครม.ด้วย เชื่อว่าผู้ที่ได้รับเลือกมามีความตั้งใจรับใช้ประชาชน และอยากจะขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ
                ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กล่าว เร็วไปที่จะวิพากษ์วิจารณ์ เพราะ ครม.ยังไม่ทำงานอะไรเลย รับรอง ครม.ชุดนี้ไม่มีทุจริตแน่นอน  การเมืองถ้าไม่ทุจริตประชาชนก็ได้กำไรไปแล้วครึ่งหนึ่ง และอีกหลายคำวิจารณ์ว่า ครม.ชุดนี้ทำงานเพื่อตระกูลชินวัตรหรือ การได้มาของแต่ละตำแหน่งมาจากการเมืองมากกว่าความสามารถ
         นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ข้องใจที่มา รมต.ใหม่ มีข้อสังเกตหลายเรื่อง1. คนที่มีส่วนทำนโยบาย หรือเอานโยบายไปชี้แจงกับประชาชนกลับไม่มีตำแหน่ง และไม่แน่ใจว่าผู้ที่เข้ามาในตำแหน่งแทน มีความคิดเห็นอย่างไร จึงต้องจับตาว่าสิ่งที่เป็นนโยบายรัฐบาลจะยังตรงกับคำมั่นสัญญาหรือไม่ 2. ในส่วนของเศรษฐกิจที่มีคนนอกเข้ามาส่วนใหญ่เป็นคนของวงการตลาดเงินตลาดทุน ซึ่งมีความท้าทายที่จะต้องบริหารเศรษฐกิจจริงในขณะนี้ ในมุมที่ว่า การบริหารเศรษฐกิจไม่ใช่เรื่องการบริหารเงินในตลาดทุนอย่างเดียว นอกจากนี้ ผู้ที่เป็นคนนอกที่เข้ามามีความเกี่ยวพันกับการซื้อขายหุ้นของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ หรือเรื่องการเสียภาษี ดังนั้น ต้องจับตาดูเป็นพิเศษว่าการปฏิบัติหน้าที่จะมีปัญหาในลักษณะนี้หรือไม่ 3. บางกระทรวงมีการเลือกบุคลากรที่น่าแปลกใจ โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศ ที่แม้แต่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ ยังเคยระบุว่าไม่ได้อยากทำในส่วนนี้ 
                จากนโยบายพรรคเพื่อไทยถูกใจใครหลายๆคน  ที่มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย  กับเสียงวิพากวิจารณ์กันอย่างหลากถึง ครม ชุดใหม่ เป็นที่น่าจับตามองอย่างมาก
                ด้าน พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง กล่าว ภาพรวม ครม. ชุดใหม่นี้ ก็ถือว่ายอมรับได้ แต่กับนายกหญิงคนแรก ก็ต้องคงดูการทำงานไปสักระยะหนึ่งก่อน  รอดูผลงาน สิ่งที่อยากให้รัฐบาลเร่งดำเนินการมากที่สุด คือ สร้างความปรองดอง และแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน เพราะประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังไม่ค่อยมั่นใจในการทำงานของ ครม. ชุดนี้เท่าไหร่ กับบางคนบางตำแหน่ง  แต่ถ้าสามารถทำได้ตามที่ได้พูดไว้ก็คงสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนมากขึ้น
          ส่วน นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม กล่าว กับ ครม. ชุดนี้  ก็ยังไม่มั่นใจว่าจะดีแต่พูดรึป่าว คงมีใครอยู่เบื้องหลังแน่เป็นหุ่นเชิดทำงานด้วยตัวเองไม่ได้  มีนโยบายมากมายที่จะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ประชาชนดีขึ้น  ทั้งค่าแรงขั้นต่ำ300 .ตรี 15,000 บางนโยบายดีขึ้นก็จริงแต่มันก็ส่งผลกระทบอื่นตามมา เป็นปัญหาของคนบางส่วนอยู่ดี แล้วจะแก้กันยังไง  มันก็เหมือนกับสร้างขึ้นมาแล้วก็ต้องแก้ไขข้อผิดพลาดด้วย  ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นปัญหาเรื่องอื่นๆเพิ่มขึ้น
         และ แม่ค้าขายผักตลาดเตาปูน  ใครจะอยู่ตำแหน่งไหนก็ไม่สำคัญหรอก สิ่งที่ต้องการก็แค่ความสงบของประเทศ ความสามัคคี  ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  หวังว่าเศรษฐกิจของประเทศจะดีขึ้น ก็ไม่ใช่คนรวยอะไร  มีกินมีใช้มันดีแล้ว จะโกงบ้านโกงมีก็โกงไปนิดๆหน่อยๆพอให้ไม่น่าเกลียดแต่ประเทศชาติดีขึ้นก็ยังดีอยู่ แต่อะไรที่พูดไว้ก็ทำให้ได้ ก็ดูๆไป แม่ค้ากล่าว
   อย่างไรก็ตาม กรอบเวลาไม่ใช่สาระสำคัญ บางเรื่องการทำงานอาจใช้เวลา 2 ปี จะไปคาดคั้นให้ทำเสร็จภายใน 6 เดือนคงไม่ได้ ก็ว่าไปตามความเป็นจริง คิดว่าที่ประชาชนคาดหวังมากที่สุดคือการแก้ปัญหาของแพง สามารถดูแลราคาได้จนเป็นที่น่าพอใจ ทำให้ประชาชนมีรายได้มากเพียงพอที่จะรับมือ นี่คือสิ่งที่พรรคเพื่อไทยให้ความหวังกับประชาชนไว้ หากทำไม่ได้ก็เท่ากับทำให้ประชาชนผิดหวัง

                                                                   นางสาวชยุดา จารุแพทย์ ตอนเรียน B1 รหัส 51122760351

เผยโฉม ครม. ชุดใหม่และเสียงตอบรับจากประชาชน



     หลังจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 5 สิงหาคม พุทธศักราช 2554 โดยมีสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ  แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี โดยมี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯเป็น นายกฯ คนที่ 28 ยิ่งลักษณ์กล่าวว่าจะพร้อมทุ่มเททำงานเพื่อประเทศ ยืนยัน ความเป็นผู้หญิงไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานเพื่อประชาชน แต่อย่างใด แต่ก็มีเสียงวิภาควิจารณ์ เป็นอย่างมากจากประชาชนทั้งดีและไม่ดีแต่งต่างกันออกไป ว่า ตำแหน่งของ ครม. แต่ละคนนั้นเหมาะสมหรือไม่อย่างไร เราได้ไปสัมภาษณ์ความคิดเห็นจากบุคคลทั่วไปว่าพวกเค้าคิดอย่างไรกับครม.ชุดใหม่นี้
                ในด้านของ อาจารย์ สอนวิชาสังคม ของโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งได้บอกว่า ยังไม่อยากรีบสรุปอะไร ว่าดีหรือไม่ดีก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าการทำงานจะเป็นอย่างไร เรื่องของตำแหน่งก็คิดว่าเหมาะสมกับคนที่ได้รับตำแหน่งแล้ว แต่ส่วนตัวแล้วก็เฉยๆ รอดูผลงานอย่างเดียว ว่าจะทำตามนโยบายที่ให้ไว้ได้รึป่าว แต่อยากให้รีบแก้ปัญหาความแตกแยกกันในประเทศที่จนมาถึงตอนนี้ ถ้าไม่แก้ไขส่วนนี้ ประเทศไทยก็คงจะเดินหน้าต่อไปลำบาก
                ส่วนนิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะ นิเทศศาสตร์ ได้เสนอความคิดว่า คิดว่านายกฯ ยิ่งลักษณ์ ประสบการณ์ ยังน้อยไปหน่อย และส่วนตัวไม่คิดว่าผู้หญิงนั้นจะมาบริหารประเทศได้ดีเท่าผู้ชาย และไม่ค่อยสนับสนุน รัฐบาลชุดนี้เท่าไหร่นัก ทั้งเรื่องนโยบาย และตำแหน่งของ ครม. ซึ่งคิดว่าไม่เหมาะสมเลย และดูท่าทางจะไปได้ยากแต่ก็จะรอดูผลงานต่อไป ถ้าทำได้ดีจริงก็จะสนับสนุน และกำลังใจให้ และอยากจะฝากบอกรัฐบาลยิ่งลักษณ์ว่า อยากให้เข้ามาทำงานเพื่อประเทศชาติด้วยความตั้งใจจริง และทำตามนโยบายของพรรคที่ตั้งไว้ให้ได้
                และแม่ค้าผลไม้ หน้าโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง เขตพระนคร บอกว่า  จากการที่ได้เห็นโฉมหน้า ครม. ชุดใหม่นี้ คิดว่าน่าจะทำงานกันได้ดี โดยเฉพาะในด้านของเศรษฐกิจ เป็นที่แน่นอนเมื่อได้คนมีประสบการณ์ คนที่ถนัดได้การบริหารด้านนี้เข้ามาทำงานย่อมมีผลทำให้การทำงานเป็นไปได้ด้วยดีไม่น่าจะติดขัด ส่วนของครม. ด้านอื่นๆก็คงต้องให้โอกาสพวกเขาได้ทำงานกันไปก่อน ดีไม่ดีอย่างไรค่อยว่ากันทีหลัง
                จากความคิดเห็นก็มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับ คณะรัฐมนตรีชุดนี้ แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาลชุดนี้ก็มาจากเสียงส่วนมากของพี่น้องประชาชนไทย ซึ่งอยู่ในระบอบประชาธิปไตย ก็ต้องยอมรับในเสียงข้างมากอยู่แล้ว แต่ความคิดเห็นส่วนใหญ่ก็ต้องรอดูและติดตามการทำงานของรัฐบาลชุดนี้กันต่อไป แต่จุดมุ่งหมายของพี่น้องประชนชาทุกคนที่อยากเห็นก็คือ เรียกความสามัคคีกลับคืนมาในประเทศไทยให้ได้ และความเจริญก้าวหน้าของประเทศไทย ซึ่งดำรงไว้ด้วย ชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์

นาย อจินไตย์ วิริยะพานิช รหัส 51122760378 ตอนเรียน B1

วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ประชาชนหวั่น นโยบายของ”เพื่อไทย”อาจทำไม่ได้อย่างที่พูด (ข่าวเชิงวิจัย) (แก้งาน)

      
       
            หลังจากมีการแต่งตั้ง ครม. ของพรรคเพื่อไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งต่อมาที่ประชาชนให้ความสำคัญเป็นอย่างมากก็คือ นโยบายที่รัฐบาล เพื่อไทยได้ใช้ในการหาเสียง ไม่ว่าจะเป็น การเพิ่มค่าจ้างให้แก่แรงงาน 300 บาทต่อวันทันที หรือ เพิ่มเงินเดือนให้กับผู้สำเร็จปริญญาตรี 15,000 บาทต่อเดือน ก็เป็นที่จับตามองเป็นอย่างมาก
                และเมื่อวันที่ 23-25 สิงหาคม 2554  รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ได้แถลงนโยบายของรัฐบาล ซึ่งหลายฝ่ายให้ความสนใจ ว่านโยบายที่รัฐบาลเพื่อไทยที่ได้กล่าวมานั้นจะทำได้จริงหรือไม่ ซึ่งมีโพลสำรวจของสวนดุสิต วันที่ 28 สิงหาคม 2554  ได้ทำผลสำรวจออกมาว่า

การเพิ่มค่าจ้างให้แก่แรงงาน 300 บาทต่อวันทันที
อันดับ 1
ไม่ค่อยมั่นใจ
42.14%
เพราะ มาตรการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการโดยตรง ,อาจส่งผลต่อแรงงานไทย หันไปใช้แรงงานต่างด้าวแทน ฯลฯ
อันดับ 2
ค่อนข้างมั่นใจ
22.26%
เพราะ รัฐบาลคงไม่ต้องการที่จะเสียคาพูดหรือสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชน ,เป็นจานวนเงินที่เหมาะสมแล้ว ฯลฯ
อันดับ 3
ไม่มั่นใจเลย
19.28%
เพราะ มีหลายฝ่ายคัดค้าน ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพที่สูงขึ้นเป็นเงาตามตัว ฯลฯ
อันดับ 4
มั่นใจมาก
16.32%
เพราะ ประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะผู้ใช้แรงงานต่างเฝ้ารอการปรับขึ้นค่าแรง ,เป็นเรื่องที่รัฐบาลให้สัญญาไว้ ฯลฯ

การเพิ่มเงินเดือนให้กับผู้สาเร็จปริญญาตรี 15,000 บาทต่อเดือน
อันดับ 1
ไม่ค่อยมั่นใจ
44.38%
เพราะ เป็นการเพิ่มภาระให้กับหน่วยงานหรือผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง ,เศรษฐกิจในปัจจุบันต้องการลดต้นทุน หรือลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จาเป็นออกไป ฯลฯ
อันดับ 2
ไม่มั่นใจเลย
21.89%
เพราะ ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเงินเดือนและทาให้สินค้ามีราคาสูงขึ้น ,ไม่เป็นธรรมสาหรับผู้ที่จบการศึกษา ในระดับอื่นๆ และคนที่ทางานมาก่อน ฯลฯ
อันดับ 3
ค่อนข้างมั่นใจ
19.23%
เพราะ หากรัฐบาลให้การสนับสนุนด้านงบประมาณอย่างเพียงพอ ,เป็นการเรียกคะแนนนิยมให้รัฐบาล ฯลฯ
อันดับ 4
มั่นใจมาก
14.50%
เพราะ เป็นนโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องเร่งดาเนินการ ,มีบางหน่วยงานที่นาร่องไปแล้ว ฯลฯ

การแจกแท็บเล็ตให้กับนักเรียนชั้น ป.1 ทุกคน
อันดับ 1
ไม่ค่อยมั่นใจ
38.21%
เพราะ สิ้นเปลืองงบประมาณและค่าใช้จ่าย ,อาจเกิดปัญหาเรื่องการดูแลรักษาหรือการใช้ที่ผิดวัตถุประสงค์ ฯลฯ
อันดับ 2
ไม่มั่นใจเลย
34.33%
เพราะ ควรศึกษาผลดี ผลเสียอย่างละเอียด ,ไม่สามารถดูแลการใช้งานได้ทั่วถึง ฯลฯ
อันดับ 3
ค่อนข้างมั่นใจ
17.31%
เพราะ ที่ผ่านมามีสถานศึกษาหลายแห่งแจกคอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊คให้กับเด็ก เป็นเรื่องที่สามารถทาได้ ฯลฯ
อันดับ 4
มั่นใจมาก
10.15%
เพราะ เป็นการส่งเสริมและกระตุ้นให้เด็กสนใจการศึกษาโดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วย เป็นนโยบายที่ดี ฯลฯ
                ส่วน ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) เผยผลสำรวจความคิดเห็นของคนกรุงเทพฯและปริมณฑลพบว่า หลังจากที่ได้ฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อสภาฯ แล้ว พบว่า ร้อยละ 35.6 รู้แย่กว่าที่คาดหวังไว้ก่อนการแถลงผล ดีกว่าที่คาดหวังร้อยละ 19.0 รู้สึกพอๆ กับที่คาดหวังร้อยละ  13.5 และไม่ได้คาดหวัง ร้อยละ 31.9 ประชาชนมีความเห็นว่านโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่สามารถทำให้เห็นผลชัดเจนเป็นรูปธรรมได้ในปีแรกมีเพียงนโยบายเดียวคือ  นโยบายด้านความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านและนานาประเทศ ส่วนนโยบายที่เห็นว่าสามารถทำให้เห็นผลชัดเจนเป็นรูปธรรมได้แต่ต้องใช้เวลามากกว่า 1 ปี คือ นโยบายด้านความปรองดองและความสมานฉันท์ของคนในชาติ  นโยบายด้านการแก้ปัญหายาเสพติด และนโยบายด้านการแก้ปัญหาปากท้องและค่าครองชีพของประชาชน สำหรับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่ประชาชนเห็นว่าไม่สามารถทำได้คือ  นโยบายด้านการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ นโยบายด้านการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น
          ซึ่งถ้าดูจากผลสำรวจที่ออกมานั้น ส่วนใหญ่ประชาชนยังไม่มั่นใจกับนโยบายที่รัฐบาล เพื่อไทย นั้นได้แถลงไว้ข้างต้น เพราะแต่ละนโยบายนั้นก็มีผลกระทบค่อนข้างมากเช่นกัน ซึ่งก็ต้องดูต่อไปว่านโยบาลที่รัฐบาลให้ไว้จะทำได้จริงหรือไม่ มีผลดีผลเสียอย่างไร ก็ต้องให้โอกาสรัฐบาลชุดใหม่ทำงานกันต่อไป

นายอจินไตย์ วิริยะพานิช รหัส 51122760378 ตอนเรียน B1 

คนไทยสนใจ นโยบายรัฐ ปราบยาเสพติด

พบประชาชนส่วนใหญ่สนใจการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา เรื่องการแก้ไขปัญหายาเสพติดมากที่สุด  แนะรัฐบาล
แจงเรื่องการปราบปรามผู้มีอิทธิพล และมาตรการลงโทษที่ยังไม่เด็ดขาด
                อีกปัญหาหนึ่งที่สร้างความรุนแรงไม่แพ้การเมืองไทยคือ ปัญหายาเสพติด ที่มีความร้ายแรงระดับชาติ ปํญหายาเสพติดเป็นนโยบายที่ได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการจับกุมผู้ค้ายาเสพติดเป็นจำนวนมาก แต่การแพร่ระบาดยังมีอยู่ ซึ่งนโยบาย
รัฐบาลปราบยาเสพติดกำลังเป็นที่สนใจของประชาชนอยู่ในขณะนี้ สวนดุสิตโพลจึงได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชน
ทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น  1386 คน ระหว่างวันที่ 17-20 สิงหาคม 2554 หลังจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ได้ข้อสรุป
กำหนด 8 ข้อใหญ่ให้เป็นนโยบายเร่งด่วนในปีแรกที่จะใช้แถลงการณ์ต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเป็นการสะท้อนความคิดเห็นของ
ประชาชนต่อการแถลงนโยบายของรัฐบาล เรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจในเนื้อหาการแถลงนโยบายของรัฐบาลเรียงลำดับตั้งแต่ การแก้ไขปัญหายาเสพติด ร้อยละ 97.50 การปราบปรามธุรกิจคอรัปชั่น ร้อยละ 96.62 การสร้างความปรองดองร้อยละ 95.59
ปัญหาชายแดนภาคใต้ ร้อยละ 90.90 การพักหนี้เกษตรกร ค่าแรง 300 บาท ขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 15,000 บาท ร้อยละ 89.79 การฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ร้อยละ 86.49 การปฎิรูปการเมือง ร้อยละ 81.21 และ การแจกแท็บเล็ตให้นักเรียน 
ร้อยละ 77.24
การแก้ปัญหายาเสพติด
ประเด็นที่ฝ่ายรัฐบาลควรเน้น
 การปราบปรามผู้มีอิทธิพล/มาตรการ บทลงโทษที่เด็ดขาด 86.07 %
 การควบคุมดูแลแหล่งมั่วสุม สถานบันเทิงที่มอมเมาเยาวชน   8.12  %
 การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง   5.81  %
ประเด็นที่ฝ่ายค้านควรอภิปราย
มาตรการ บทลงโทษที่ยังไม่เด็ดขาด เข้มงวด 62.67 %
ข้อกฎหมายที่ยังมีช่องโหว่ /การละเว้นหรือเลือกปฏิบัติ 25.64 %
ปัญหาการมั่วสุมยาเสพติดของเยาวชน 11.69  %
                ในขณะเดียวกัน เอแบคโพล เปิดเผยโครงการเฝ้าระวังและรักษาคุณภาพอนาคตเยาวชนไทย ในงานวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง ผลประมาณการเด็กและเยาวชนใช้ยาเสพติด กรณีศึกษาตัวอย่างอายุ 12-24 ปี จากกลุ่มเด็กและเยาวชนเป้าหมายในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลจำนวนทั้งสิ้น 1,606,286 คน ดำเนินโครงการระหว่าง วันที่ 1 - 15 สิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา จำนวน 1,815 ตัวอย่าง พบว่า เด็กและเยาวชนไทยในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่ใช้ยาเสพติด (ไม่นับรวมเหล้าและบุหรี่) มีอยู่ 202,392 คน และจำนวนมากที่สุดอยู่ที่ กว่าสามแสนคน หรือ 327,682 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 13.4 ของประชากรทั้งหมด(ไม่นับประชากรแฝงและกลุ่มแรงงานต่างชาติ) ร้อยละ 51.1 เป็นชาย ร้อยละ 48.9 เป็นหญิง ตัวอย่างร้อยละ 30.5  อายุระหว่าง 12-15 ปี ร้อยละ 34.7 อายุระหว่าง 16 -19 ปี ร้อยละ 34.8 อายุระหว่าง 20-24 ปี ตัวอย่างร้อยละ 80.0 กำลังศึกษาอยู่ ร้อยละ 20.0 สำเร็จการศึกษาแล้ว
                จากผลสำรวจคงชี้ให้เห็นแล้วว่าสังคมไทยในปัจจุบันเกิดปัญหาต่างๆมากมาย รัฐบาลเองควรเร่งแก้ไขจัดการกับปัญหา
เหล่านี้โดยเร็วด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าที่ผู้นำฝ่ายค้าน กล่าว ห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าวของรัฐบาล ในการนำกำลังเจ้าหน้าที่ 
ทหารเข้ามาช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปราบปรามยาเสพติดและจะขจัดปัญหาให้หมดไปภายใน 1 ปี เห็นว่า หากใช้แนวทาง
ดังกล่าวจะเป็นการทำให้ปัญหายาเสพติดลดลงได้จริง แต่จะแก้ปัญหาให้หมดไปอย่างเด็ดขาดคงทำได้ยาก  รัฐบาลจึงควรยึดหลัก
นิติธรรมและธรรมาภิบาลในการปราบปรามลงโทษ  ผู้ผลิต  ผู้ค้า ผู้มีอิทธิพล อย่างจริงจัง

นางสาวชยุดา จารุแพทย์
                                                                                                                  
51122760351 ตอนเรียน  B1

วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ช็อก! ฮ ตก 3 ลำซ้อน

จากเหตุการณ์ ฮ ตกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้สร้างความสะเทือนใจให้กับคนไทยเป็นอย่างมาก  วันนี้เสร็จสิ้นภารกิจเก็บกู้ศพที่อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ได้พรากชีวิตนายทหารไปถึง 16 นาย และนักข่าวอีก 1 ท่าน กับเหตุกาณ์ ทั้ง 3 เหตุการณ์ ฮ.ฮิวอี้, ฮ.แบล็กฮอว์ก, และฮ.เบลล์ 212
เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพไทยประสบอุบัติเหตุตก 3 ลำซ้อน เหตุกาณ์เมื่อวันที่ 16กรกฎาคม เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบก รุ่น ฮิ้วอี้ หน่วยทหารเฉพาะกิจทัพพระยาเสือที่ดูแลพื้นที่บริเวณ อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ประสานงานทำภารกิจร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อปฏิบัติการในการจับกุมผู้กระทำความผิดเหตุบุกรุกพื้นที่ป่า และผลักดันชนกลุ่มน้อยตามแนวตะเข็บชายแดน ได้เสียหลักตกลงสู่พื้นดิน เนื่องจากฝนตกหนัก สภาพอากาศปิด โดยได้รับแจ้งว่า พบนายทหารที่เสียชีวิตครบทั้ง 5 นายแล้ว โดยนำเฮลิคอปเตอร์ รุ่นแบล็กฮอร์ก ไปรับศพทหาร ทั้ง 5 นาย แต่สภาพอากาศไม่สู้ดี ท้องฟ้ายังคงปิด แต่ต้องช็อกกันอีกรอบสอง เมื่อแบล็คฮอว์ก ช่วยลำเลียงศพทหารตกซ้ำอีก เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม แบล็คฮอว์กลำดังกล่าวประสบอุบัติเหตุตกในพื้นที่ป่าฝั่งประเทศพม่า ตรงข้าม บ้านเขาไม้แดง อ.แก่งกระจาน ห่างจากจุดเดิมที่เฮลิคอปเตอร์ตกครั้งก่อนราว 2 กิโลเมตร ระเบิดขึ้น ผู้ที่ได้ยินเสียงระบุว่า ได้ยินเสียงของเครื่องที่ตกกระแทกพื้น แต่ไม่มีเสียงระเบิด จึงมีการวิเคราะห์ว่า หากมีการระเบิดจริง ก็ต้องมีการส่งสัญญาณมาจากเครื่อง ดังนั้นอาจเป็นการตกกระแทกพื้นเท่านั้น  ซึ่งคาดว่าอาจเกิดจากสภาพอากาศที่เลวร้าย โดยเฉพาะลมที่เกิดในหุบเขาแรงพอที่จะหอบเครื่องได้ แม้จะมีสมรรถภาพดีขนาดไหนก็ตาม  บิดาของช่างเครื่องแบล็กฮอว์กที่สูญหาย เผยห่วงลูกมาก หวังจะรอดชีวิต บอกแม่นอนไม่หลับ จนร่างกายทรุด
วันที่ 22 กรกฎาคม สภาพอากาศค่อนข้างปิด มีฝนตกลงมาเล็กน้อย มีรายงานจากทหารชุดเดินเท้าที่เข้าไปว่า พบเฮลิคอปเตอร์แบบแบล็กฮอว์กที่ตกแล้ว ไม่มีปาฏิหาริย์ใด ๆ เกิดขึ้น เมื่อทีมค้นหาได้พบศพผู้เสียชีวิตทั้ง 9 ศพ สภาพศพไม่สมบูรณ์ ส่วนสภาพแบล็กฮอว์กเสียหายทั้งลำ แต่ไม่พบว่ามีการระเบิด อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้ประสานขออุปกรณ์และถุงดำในการลำเลียงออกจากพื้นที่แล้ว ญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุแบล็กฮอว์กตกเผยเสียใจมาก แต่ภูมิใจที่ได้สละชีพเพื่อชาติ
24 กรกฎาคม ได้นำร่างผู้เสียชีวิต 7 ศพสุดท้ายมาถึงที่ศูนย์ฝึกการรบพิเศษแก่งกระจานสำเร็จแล้ว ก่อนที่จะส่งไปพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล และส่งไปทำพิธีบำเพ็ญกุศลทางศาสนา ระหว่างลำเรียงศพ ตกอีก1 ใน 3 ลำ เฮลิคอปเตอร์กู้ภัยช่วยลำเลียงศพทหารที่ประสบอุบัติเหตุแบล็กฮอว์กตก รุ่นเบล 212 หมุนเคว้งไปมา จากนั้นเฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าว ได้ลดระดับต่ำลง แล้วเกิดเสียงดังคล้ายระเบิดขึ้นหลายครั้ง มีกลุ่มควันสีดำลอยสูงขึ้นมา มีรายงานผู้เสียชีวิต 3 ราย ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย คือ จ่าสิบเอกพัฒนพร ต้นจันทร์ ช่างเครื่องสังกัดกองบินปีกหมุน สาเหตุเนื่องมาจากอุปกรณ์ควบคุมใบพัดหางเทลเตอร์ขัดข้อง จึงไม่สามารถควบคุมใบพัดหางได้
ผู้บัญชาการศูนย์การบินทหารบก ยืนยันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุไม่ใช่ความประมาทของนักบิน หรือช่างเครื่อง เพราะนักบินทั้ง 6 คน (3 ลำ ลำละ 2 คน) ผ่านการฝึกตามมาตรฐานสากลและมาตรฐานทางทหาร ส่วนตัวเครื่องแม้จะเป็นเครื่องเก่า แต่ก็มีระบบซ่อมบำรุงตามมาตรฐานกองทัพบกสหรัฐฯ มีการตรวจเช็คตามวงรอบ เปลี่ยนชิ้นส่วนใหม่ตลอด ในแต่ละวันจะมีช่างเครื่องตรวจเช็คทุกวัน ทั้งก่อนและหลังบิน
หรือเหตุกาณ์ที่เกิดขึ้นมาจากสภาพอากาศที่ปิด มีทั้งเมฆ หมอก ฝน และลม ซึ่งสภาพภูมิประเทศที่เป็นป่าและภูเขา ทำให้กระแสลมแปรปรวนมีทั้งลมตีขึ้น ตีลง และลมเฉือน  เหตุการณ์ทั้ง 3 อาจทำให้ใครหลายคนคิดว่าไม่น่าจะมาจากสภาพอากาศเพียงอย่างเดียว  เพราะเฮลิคอปเตอร์ได้ผ่านการใช้มาเป็นมาเวลานานทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในหลายประเด็น
จากเหตุการณ์ทั้ง 3 ได้สร้างความสูญเสียให้กับหลายครอบครัว  ถือเป็นการสละชีพเพื่อชาติโดยแท้

ชยุดา จารุแพทย์ 51122760351 ตอนเรียน B1 รายงาน 

วันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2554

อึ้ง ฮ.ตก 3ลำซ้อน 9วัน 17ศพ

                เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจเป็นอย่างมาก เมื่อเกิดเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ตกติดต่อกัน 3 ลำภายในระยะเวลาเพียง 9 วัน และสุญเสียชีวิตมากถึง 17 ศพ สาเหตุเบื้องต้นนั้นคาดว่ามากจาก สภาพอากาศที่แปรปรวน ของป่าแก่งกระจาน
                อุบัติเหตุครั้งนี้เริ่มต้นจากเฮลิคอปเตอร์รุ่นฮิวอี้ตก เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ.2544 ขณะเจ้าหน้าที่ทหารปฏิบัติภารกิจร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม จับกุมและผลักดันชนกลุ่มน้อยตามตะเข็บชายแดนที่รุกพื้นที่ป่า ทำนาข้าวเลื่อนลอย เครื่องเกิดขัดข้อจนเฮลิคอปเตอร์ตกจึงทำให้เจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิตทั้งลำ จำนวน 5 นาย ซึ่งซากเครื่องบินมีสภาพแหลกระเอียดเนื่องจากกระแทกกับภูเขาจนเกิดเพลิงลุกไหม้
                ต่อมาวันที่ 19 กรกฎาคม เฮลิคอปเตอร์รุ่นแบล็กฮอว์กตกซ้ำขณะบินเข้าไปรับศพเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งเสียชีวิตจากเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมในพื้นที่ป่าบริเวณชายแดนไทย-พม่า โดยจุดที่เฮลิคอปเตอร์ตกอยู่ในฝั่งประเทศพม่า ห่างจากจุดเดิมที่เกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกราว 2 กิโลเมตร ทั้งนี้เครื่องบินลำดังกล่าวขาดการติดต่อ หลังขึ้นบินไปเพียงไม่กี่นาที โดยจุดที่สัญญาณขาดหายไปอยู่ที่บริเวณเขาไม้แดง อยู่ห่างจากจุดที่เฮลิคอปเตอร์ลำแรกตก ประมาณ 1 กิโลเมตร ส่งผลให้ ผู้บัญชากองพลทหารราบที่ 9  พร้อมทหารจากกองร้อยลาดตะเวนระยะไกลที่ 9 กองพลทหารราบที่ 9 กองกำลังสุรสีห์   และช่างภาพจากททบ.5 เสียชีวิตรวมอีก 9 ราย สำหรับกรณีเครื่องแบล็กคฮอว์กที่ตกนั้น มีสาเหตุใกล้เคียงกัน คือ นักบินกำลังจะลงจอดแล้วเจอสภาพอากาศแบบเดียวกัน มีเมฆไหลเข้ามาคลุมยอดเนิน ทำให้นักบินมองไม่เห็นจุดลงและเกิดอาการ "หลงสภาพ" เครื่องจึงออกจากจุดลงและตกในที่สุด
                วันที่ 24 กรกฎาคม ได้มีการเตรียมปฏิบัติภารกิจลำเลียงร่างผู้เสียชีวิตจากเหตุเฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์กตก เพราะเนื่องจากในตอนเช้านั้นมีสภาพอากาศที่แจ่มใส มีแดดออก เหมาะกับการทำภารกิจ เมื่อเวลาประมาณ 9.20 น. เฮลิคอปเตอร์รุ่น เบลล์ 212 ตกขณะบินเข้าไปช่วยลำเลียงศพผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์รุ่นแบล็กฮอว์กตก จึงทำให้มีผู้เสียชีวิตอีก 3 ราย บาดเจ็บสาหัสอีก 1ราย
                วันที่ 26 กรกฎาคม ที่ค่ายสุรสีห์ ตำรวจตระเวนชายแดน ที่ 144 จ. เพชรบุรี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ทหารที่เข้าไปปฏิบัติภารกิจเดินเท้าเข้าไปกู้ศพทหารและนักข่าวช่อง 5 จากเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้ทยอยเดินออกมาจากป่าในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จนกระทั่้งเวลาประมาณ 17.00น. กำลังพลกว่า 200 นายได้เดินทางออกมาจนครบ เป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจในการเก็บกู้ศพครั้งนี้
                จากโศกนาฏกรรมในครั้งนี้กับเฮลิคอปเตอร์ทั้งสามครั้งติดต่อกัน ไม่ว่าจะเกิดจากธรรมชาติ หรือว่าสมรรถภาพของนักบินไม่พร้อม หรือเป็นเพราะระบบการจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์ในกองทัพมีปัญหา นั้นก็ต้องสืบค้นข้อเท็จจริงกันต่อไป แต่สิ่งที่เสียไปในครั้งนี้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถนำกับมาได้ก็คือ ชีวิตของเหล่าทหารและนักข่าว ที่ได้เสียชีวิตในหน้าที่ เป็นเรื่องที่น่าสลดเป็นอย่างยิ่ง
                และสุดท้ายนี้ขอสดุดีและไว้อาลัยทหารหาญของชาติ ทั้ง 16 แบะอีก 1 พลเมือง ที่ประสบอุบัติเหตุ ฮ.ตกกลางป่าแก่งกระจาน ขอให้ทุกดวงวิญญาณจงไปสุคติ ด้วยเกียรติอันสูงสุดที่ได้ทำเพื่อชาติ....
                                                                                                                                         
                                          นายอจินไตย์ วิริยะพานิช รหัส 51122760378 ตอนเรียน B1 

วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ค่าแรง 300บาทต่อวันแรงสะท้อนที่ต้องรับฟัง

    
      จากการหาเสียงด้วยนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท กลายเป็นเรื่องหลากหลายมุมมองของนักวิชาการกับการปรับขึ้นค่าแรงเป็น 300 บาททั่วประเทศ และเป็นเรื่องร้อนขึ้นมาทันทีเมื่อพรรคเพื่อไทยได้เสียงข้างมาก และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ลูกจ้างจึงพากันมาทวงสัญญา นายจ้างพากันร้องว่าถ้าทำอย่างนั้นก็ต้องปรับขึ้นราคาในหลายๆอย่าง อีกทั้งต้องพิจารณาครอบคลุมไปถึงการที่ไทยจะก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนด้วย การพิจารณาปรับค่าจ้างต้องพิจารณา 3 ตัวแปรหลัก ได้แก่ ที่ตั้งของกิจการ ขนาดกิจการ และประเภทอุตสาหกรรม และจำเป็นต้องมีการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานควบคู่กันไปด้วย หากไม่ทำนายจ้างจะผลักภาระมายังผู้บริโภคในที่สุด ทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อด้วย ฉะนั้นจึงเป็นไปได้ที่การปรับค่าจ้างขั้นต่ำจะทยอยเริ่มต้นก่อนในบางพื้นที่ โดยพิจารณาจากสภาพเศรษฐกิจที่ทำให้ภาวะค่าครองชีพแตกต่างกัน และบางรายอาจรับไม่ได้ ซึ่งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยออกมาให้ความคิดเห็นดังเช่นที่ไปสอบถามมาดังนี้

             ในด้านของผู้ประกอบการร้านก๋วยเตี๋ยวแห่งหนึ่ง กล่าว่า : ผมมีร้านก๋วยเตี๋ยว ขายดีมากพอควร และร้านผมก็ได้รับการยกเว้นภาษีอยู่แล้วด้วย  ซึ่งร้านผมมี30โต๊ะ ผมจ้างลูกจ้างอยู่15คน ค่าแรงคนละ 200บาทต่อวัน ต่อมา ผมต้องจ่ายค่าแรงเพิ่มอีกคนละ 100บาท ต่อวัน ตามนโยบายเพิ่มค่าแรงของรัฐบาล เพราะฉะนั้น ผมต้องจ่ายค่าแรงในส่วนที่เพิ่มขึ้น = 15คนคูณ100บาท = 1,500บาทต่อวัน!! หรือเพิ่ม ขึ้น 45,00บาทต่อเดือน!! (นี่เฉพาะค่าแรงขึ้นเท่านั้นนะ ไม่ได้รวมค่าวัตถุดิบที่อาจแพงขึ้นตาม) ถ้าเป็นแบบนี้ ขอถามว่า ผมควรจะขึ้นราคาก๋วยเตี๋ยวดีมั้ย?
 
                ส่วน อาจารย์สอนวิชาเศรษฐศาสตร์ชองโรงเรียนมัธยมชื่อดังแห่งหนึ่ง ได้กล่าวว่า : การเปลี่ยนแปลง ปัญหานั้นมีแน่ แต่มีไว้แก้ในภาพรวม มันต้องตอบก่อนว่า เราควรยกระดับ ชีวิตคนงานหรือไม่ ถ้าตอบว่าควรการปรับแบบก้าวกระโดด ก็เพราะค่าแรงวิ่งตามค่าครองชีพอยู่เสมอ เพื่อให้มันทันกัน มันจึงก้าวกระโดดอย่างนี้ ถ้าไม่ทำวันนี้ ปัญหาแบบนี้มันก็จะถ่างขึ้น จนเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต เหมือน หลายๆปํญหา เช่น ราคา LPG เป็นต้น
                ดังนั้น ถ้ามองมุมบวก การปรับค่าแรงครั้งนี้ มันก็เป็นการบีบให้นายจ้างต้องปรับปรุงประสิทธิภาพในธุรกิจ
 เพื่อให้อยู่ได้ ซึ่งเป้นประโยชน์กับประเทศโดยรวม ส่วนภาครัฐก็ช่วยหาวิธี ต่างๆ เพื่อช่วยลดปัญหาให้เอกชน เท่าที่ได้ยินตอนนี้ ก็เห็น มี 4-5 เรื่องแล้ว คือ
1.ลดภาษี
 2.ลดราคาน้ำมันซึ่งเป็นการลดค่าใช้จ่ายได้ส่วนหนึ่ง
 3.จะใช้มาตราการเงินแข็ง เพิ่มลดปัญหาเงินเฟ้อ นั่นแปลว่า สินค้าวัตถุดิบนำเข้าจะถูกลง
 4.มาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ ที่จะช่วยให้การค้าขายโดยรวมดีขึ้น
 5.ส่งเสริม sme ที่รับระบบค่าแรงใหม่ไม่ได้ ให้ย้ายฐานไปชายแดน
 เพื่อใช้แรงงานต่างด้าว อันนี้ก็จะช่วยไม่ให้แรงงานต่างด้าวเข้าเมืองและเป็นการกระจายความเจริญด้วยอีกส่วนหนึ่ง
แต่ก็แน่นอน สำหรับธุรกิจที่ปรับตัวไม่ได้ ก็คงล้มหายตายจากไป

                และในมุมมองของลูกจ้าง พนักงานของเซเว่นอีเลฟเว่น กล่าวว่า : ผมว่าลูกจ้างไม่ใช่ต้นทุนการผลิตแบบเดียวกับเครื่องจักร แต่มีเลือดเนื้อ มีชีวิต เป็นเพื่อนที่ร่วมผลักดันกิจการ ผลกำไร ที่ได้จากการดำเนินการ จะกลับมาตอบแทนลูกจ้างและนายจ้างอย่างเป็นธรรม ไม่มีคำว่าขูดรีดแรงงาน  หรือคิดว่าชีวิตลูกจ้างไม่ต่างจากเครื่องจักรกล จ่ายเงินเดือนพอประทังเพื่อให้มีชีวิตแรงงาน เพื่อทำงานต่อให้กับนายจ้างต่อไปได้ โดยไม่ได้มองว่า ลูกจ้างก็ต้องการคุณภาพชีวิต ต้องการถีบตัวเองหนีจากความยากจนเช่นกัน หากใครสักคน ยังอยู่กับคำถามที่ว่า ขึ้นค่าจ้าง 300  บาทนายจ้างจะอยู่ไม่ได้ แล้วในทางกลับกันค่าจ้างขั้นต่ำ 215 บาท สำหรับ กทม. ลูกจ้างมีชีวิตอยู่ได้หรือไม่ ส่วนตัวผมแล้วผมว่าถึงขึ้นค่าแรง 300 บาทต่อวันยังไม่พอนะ ผมลองคำนวณค่าใช้จ่ายแล้ว ทำให้แค่อยู่ไปวันๆเท่านั้นเงินเก็บแทบจะไม่มี  


นาย อจินไตย์ วิริยะพานิช รหัส 51122760378 ตอนเรียน B1