จากการหาเสียงด้วยนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท กลายเป็นเรื่องหลากหลายมุมมองของนักวิชาการกับการปรับขึ้นค่าแรงเป็น 300 บาททั่วประเทศ และเป็นเรื่องร้อนขึ้นมาทันทีเมื่อพรรคเพื่อไทยได้เสียงข้างมาก และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ลูกจ้างจึงพากันมาทวงสัญญา นายจ้างพากันร้องว่าถ้าทำอย่างนั้นก็ต้องปรับขึ้นราคาในหลายๆอย่าง อีกทั้งต้องพิจารณาครอบคลุมไปถึงการที่ไทยจะก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนด้วย การพิจารณาปรับค่าจ้างต้องพิจารณา 3 ตัวแปรหลัก ได้แก่ ที่ตั้งของกิจการ ขนาดกิจการ และประเภทอุตสาหกรรม และจำเป็นต้องมีการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานควบคู่กันไปด้วย หากไม่ทำนายจ้างจะผลักภาระมายังผู้บริโภคในที่สุด ทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อด้วย ฉะนั้นจึงเป็นไปได้ที่การปรับค่าจ้างขั้นต่ำจะทยอยเริ่มต้นก่อนในบางพื้นที่ โดยพิจารณาจากสภาพเศรษฐกิจที่ทำให้ภาวะค่าครองชีพแตกต่างกัน และบางรายอาจรับไม่ได้ ซึ่งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยออกมาให้ความคิดเห็นดังเช่นที่ไปสอบถามมาดังนี้
ในด้านของผู้ประกอบการร้านก๋วยเตี๋ยวแห่งหนึ่ง กล่าว่า : ผมมีร้านก๋วยเตี๋ยว ขายดีมากพอควร และร้านผมก็ได้รับการยกเว้นภาษีอยู่แล้วด้วย ซึ่งร้านผมมี30โต๊ะ ผมจ้างลูกจ้างอยู่15คน ค่าแรงคนละ 200บาทต่อวัน ต่อมา ผมต้องจ่ายค่าแรงเพิ่มอีกคนละ 100บาท ต่อวัน ตามนโยบายเพิ่มค่าแรงของรัฐบาล เพราะฉะนั้น ผมต้องจ่ายค่าแรงในส่วนที่เพิ่มขึ้น = 15คนคูณ100บาท = 1,500บาทต่อวัน!! หรือเพิ่ม ขึ้น 45,00บาทต่อเดือน!! (นี่เฉพาะค่าแรงขึ้นเท่านั้นนะ ไม่ได้รวมค่าวัตถุดิบที่อาจแพงขึ้นตาม) ถ้าเป็นแบบนี้ ขอถามว่า ผมควรจะขึ้นราคาก๋วยเตี๋ยวดีมั้ย?
ส่วน อาจารย์สอนวิชาเศรษฐศาสตร์ชองโรงเรียนมัธยมชื่อดังแห่งหนึ่ง ได้กล่าวว่า : การเปลี่ยนแปลง ปัญหานั้นมีแน่ แต่มีไว้แก้ในภาพรวม มันต้องตอบก่อนว่า เราควรยกระดับ ชีวิตคนงานหรือไม่ ถ้าตอบว่าควรการปรับแบบก้าวกระโดด ก็เพราะค่าแรงวิ่งตามค่าครองชีพอยู่เสมอ เพื่อให้มันทันกัน มันจึงก้าวกระโดดอย่างนี้ ถ้าไม่ทำวันนี้ ปัญหาแบบนี้มันก็จะถ่างขึ้น จนเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต เหมือน หลายๆปํญหา เช่น ราคา LPG เป็นต้น
ดังนั้น ถ้ามองมุมบวก การปรับค่าแรงครั้งนี้ มันก็เป็นการบีบให้นายจ้างต้องปรับปรุงประสิทธิภาพในธุรกิจ
เพื่อให้อยู่ได้ ซึ่งเป้นประโยชน์กับประเทศโดยรวม ส่วนภาครัฐก็ช่วยหาวิธี ต่างๆ เพื่อช่วยลดปัญหาให้เอกชน เท่าที่ได้ยินตอนนี้ ก็เห็น มี 4-5 เรื่องแล้ว คือ
1.ลดภาษี
2.ลดราคาน้ำมันซึ่งเป็นการลดค่าใช้จ่ายได้ส่วนหนึ่ง
3.จะใช้มาตราการเงินแข็ง เพิ่มลดปัญหาเงินเฟ้อ นั่นแปลว่า สินค้าวัตถุดิบนำเข้าจะถูกลง
4.มาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ ที่จะช่วยให้การค้าขายโดยรวมดีขึ้น
5.ส่งเสริม sme ที่รับระบบค่าแรงใหม่ไม่ได้ ให้ย้ายฐานไปชายแดน
เพื่อใช้แรงงานต่างด้าว อันนี้ก็จะช่วยไม่ให้แรงงานต่างด้าวเข้าเมืองและเป็นการกระจายความเจริญด้วยอีกส่วนหนึ่ง
แต่ก็แน่นอน สำหรับธุรกิจที่ปรับตัวไม่ได้ ก็คงล้มหายตายจากไป
นาย อจินไตย์ วิริยะพานิช รหัส 51122760378 ตอนเรียน B1

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น