วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ค่าแรง 300บาทต่อวันแรงสะท้อนที่ต้องรับฟัง

    
      จากการหาเสียงด้วยนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท กลายเป็นเรื่องหลากหลายมุมมองของนักวิชาการกับการปรับขึ้นค่าแรงเป็น 300 บาททั่วประเทศ และเป็นเรื่องร้อนขึ้นมาทันทีเมื่อพรรคเพื่อไทยได้เสียงข้างมาก และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ลูกจ้างจึงพากันมาทวงสัญญา นายจ้างพากันร้องว่าถ้าทำอย่างนั้นก็ต้องปรับขึ้นราคาในหลายๆอย่าง อีกทั้งต้องพิจารณาครอบคลุมไปถึงการที่ไทยจะก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนด้วย การพิจารณาปรับค่าจ้างต้องพิจารณา 3 ตัวแปรหลัก ได้แก่ ที่ตั้งของกิจการ ขนาดกิจการ และประเภทอุตสาหกรรม และจำเป็นต้องมีการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานควบคู่กันไปด้วย หากไม่ทำนายจ้างจะผลักภาระมายังผู้บริโภคในที่สุด ทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อด้วย ฉะนั้นจึงเป็นไปได้ที่การปรับค่าจ้างขั้นต่ำจะทยอยเริ่มต้นก่อนในบางพื้นที่ โดยพิจารณาจากสภาพเศรษฐกิจที่ทำให้ภาวะค่าครองชีพแตกต่างกัน และบางรายอาจรับไม่ได้ ซึ่งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยออกมาให้ความคิดเห็นดังเช่นที่ไปสอบถามมาดังนี้

             ในด้านของผู้ประกอบการร้านก๋วยเตี๋ยวแห่งหนึ่ง กล่าว่า : ผมมีร้านก๋วยเตี๋ยว ขายดีมากพอควร และร้านผมก็ได้รับการยกเว้นภาษีอยู่แล้วด้วย  ซึ่งร้านผมมี30โต๊ะ ผมจ้างลูกจ้างอยู่15คน ค่าแรงคนละ 200บาทต่อวัน ต่อมา ผมต้องจ่ายค่าแรงเพิ่มอีกคนละ 100บาท ต่อวัน ตามนโยบายเพิ่มค่าแรงของรัฐบาล เพราะฉะนั้น ผมต้องจ่ายค่าแรงในส่วนที่เพิ่มขึ้น = 15คนคูณ100บาท = 1,500บาทต่อวัน!! หรือเพิ่ม ขึ้น 45,00บาทต่อเดือน!! (นี่เฉพาะค่าแรงขึ้นเท่านั้นนะ ไม่ได้รวมค่าวัตถุดิบที่อาจแพงขึ้นตาม) ถ้าเป็นแบบนี้ ขอถามว่า ผมควรจะขึ้นราคาก๋วยเตี๋ยวดีมั้ย?
 
                ส่วน อาจารย์สอนวิชาเศรษฐศาสตร์ชองโรงเรียนมัธยมชื่อดังแห่งหนึ่ง ได้กล่าวว่า : การเปลี่ยนแปลง ปัญหานั้นมีแน่ แต่มีไว้แก้ในภาพรวม มันต้องตอบก่อนว่า เราควรยกระดับ ชีวิตคนงานหรือไม่ ถ้าตอบว่าควรการปรับแบบก้าวกระโดด ก็เพราะค่าแรงวิ่งตามค่าครองชีพอยู่เสมอ เพื่อให้มันทันกัน มันจึงก้าวกระโดดอย่างนี้ ถ้าไม่ทำวันนี้ ปัญหาแบบนี้มันก็จะถ่างขึ้น จนเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต เหมือน หลายๆปํญหา เช่น ราคา LPG เป็นต้น
                ดังนั้น ถ้ามองมุมบวก การปรับค่าแรงครั้งนี้ มันก็เป็นการบีบให้นายจ้างต้องปรับปรุงประสิทธิภาพในธุรกิจ
 เพื่อให้อยู่ได้ ซึ่งเป้นประโยชน์กับประเทศโดยรวม ส่วนภาครัฐก็ช่วยหาวิธี ต่างๆ เพื่อช่วยลดปัญหาให้เอกชน เท่าที่ได้ยินตอนนี้ ก็เห็น มี 4-5 เรื่องแล้ว คือ
1.ลดภาษี
 2.ลดราคาน้ำมันซึ่งเป็นการลดค่าใช้จ่ายได้ส่วนหนึ่ง
 3.จะใช้มาตราการเงินแข็ง เพิ่มลดปัญหาเงินเฟ้อ นั่นแปลว่า สินค้าวัตถุดิบนำเข้าจะถูกลง
 4.มาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ ที่จะช่วยให้การค้าขายโดยรวมดีขึ้น
 5.ส่งเสริม sme ที่รับระบบค่าแรงใหม่ไม่ได้ ให้ย้ายฐานไปชายแดน
 เพื่อใช้แรงงานต่างด้าว อันนี้ก็จะช่วยไม่ให้แรงงานต่างด้าวเข้าเมืองและเป็นการกระจายความเจริญด้วยอีกส่วนหนึ่ง
แต่ก็แน่นอน สำหรับธุรกิจที่ปรับตัวไม่ได้ ก็คงล้มหายตายจากไป

                และในมุมมองของลูกจ้าง พนักงานของเซเว่นอีเลฟเว่น กล่าวว่า : ผมว่าลูกจ้างไม่ใช่ต้นทุนการผลิตแบบเดียวกับเครื่องจักร แต่มีเลือดเนื้อ มีชีวิต เป็นเพื่อนที่ร่วมผลักดันกิจการ ผลกำไร ที่ได้จากการดำเนินการ จะกลับมาตอบแทนลูกจ้างและนายจ้างอย่างเป็นธรรม ไม่มีคำว่าขูดรีดแรงงาน  หรือคิดว่าชีวิตลูกจ้างไม่ต่างจากเครื่องจักรกล จ่ายเงินเดือนพอประทังเพื่อให้มีชีวิตแรงงาน เพื่อทำงานต่อให้กับนายจ้างต่อไปได้ โดยไม่ได้มองว่า ลูกจ้างก็ต้องการคุณภาพชีวิต ต้องการถีบตัวเองหนีจากความยากจนเช่นกัน หากใครสักคน ยังอยู่กับคำถามที่ว่า ขึ้นค่าจ้าง 300  บาทนายจ้างจะอยู่ไม่ได้ แล้วในทางกลับกันค่าจ้างขั้นต่ำ 215 บาท สำหรับ กทม. ลูกจ้างมีชีวิตอยู่ได้หรือไม่ ส่วนตัวผมแล้วผมว่าถึงขึ้นค่าแรง 300 บาทต่อวันยังไม่พอนะ ผมลองคำนวณค่าใช้จ่ายแล้ว ทำให้แค่อยู่ไปวันๆเท่านั้นเงินเก็บแทบจะไม่มี  


นาย อจินไตย์ วิริยะพานิช รหัส 51122760378 ตอนเรียน B1 
 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น